Internal Link ทางเดินในเว็บ - แมวส้ม SEO

สารบัญ

Internal Link คืออะไร วางลิงก์ภายในยังไงให้ Google และ AI เจอหน้าที่ดีที่สุดของคุณ

·พฤศจิกายน 1, 2026·AI SEO·

ฮัลโหล แมวส้มมาแล้วครับ ลองคิดสภาพดูว่า.. ห้างหนึ่งมีร้านอร่อยที่สุดซ่อนอยู่ชั้น 5 แต่ไม่มีป้ายบอกทาง ไม่มีบันไดเลื่อนไปถึง คนเดินทั้งวันก็ไม่เจอร้านนั้น เว็บไซต์ก็เป็นแบบเดียวกันเป๊ะ อ่านจบหน้านี้คุณจะรู้ว่าป้ายบอกทางของเว็บคืออะไร Google และ AI ใช้มันยังไง และหาหน้าที่ไม่มีทางเดินไปถึงได้ฟรี แถมมีผลนับลิงก์ของเว็บแมวส้มเองให้ดูด้วย

Internal link คือ ลิงก์ที่พาจากหน้าหนึ่งในเว็บของคุณไปอีกหน้าหนึ่งในเว็บเดียวกัน เช่น ลิงก์ในเมนู ในเนื้อหาบทความ หรือใน breadcrumb (แถบบอกว่าตอนนี้อยู่หมวดไหน) Google ใช้ลิงก์เหล่านี้ทั้งเพื่อค้นพบหน้าใหม่และเพื่อเข้าใจว่าแต่ละหน้าพูดเรื่องอะไร

หรือจะพูดแบบภาษาบ้าน ๆ ก็คือ “ป้ายบอกทางและบันไดเลื่อนในห้างของเรา” นั่นเอง ถ้าแยกคำ Internal แปลว่า ภายใน ส่วน Link แปลว่า ตัวเชื่อมที่กดแล้วพาไปอีกหน้า รวมกันก็คือตัวเชื่อมที่พาไปหน้าอื่นในเว็บเดียวกัน

Internal link คืออะไร ต่างจาก backlink ยังไง

Internal link คือลิงก์ระหว่างหน้าในเว็บเดียวกัน ส่วน backlink คือลิงก์จากเว็บอื่นที่ชี้มาหาเว็บคุณ internal link คุณวางเองได้ทุกเส้น แต่ backlink ต้องรอคนอื่นวาง

หน้าช่วยเหลือรายงาน Links ของ Search Console (เครื่องมือฟรีของ Google สำหรับเจ้าของเว็บ) นิยาม backlink ว่าเป็นลิงก์บนหน้าของเว็บอื่นที่ลิงก์มาหน้าในเว็บคุณ และแยกลิงก์ภายในไว้อีกส่วน

ชนิดลิงก์ จากไหนไปไหน ใครวาง ตัวอย่าง
Internal link หน้า A ไปหน้า B ในเว็บเดียวกัน คุณเอง บทความกาแฟดริปลิงก์ไปหน้าวิธีบดเมล็ด
Backlink เว็บอื่นมาหาเว็บคุณ เจ้าของเว็บอื่น บล็อกรีวิวกาแฟลิงก์มาหน้าร้านคุณ
External link เว็บคุณออกไปเว็บอื่น คุณเอง ลิงก์ไปเอกสาร Google เป็นแหล่งอ้างอิง

ลิงก์ในเมนูนับไหม นับครับ เอกสาร sitemap ของ Google เขียนว่าการลิงก์ที่ดีคือหน้าสำคัญทุกหน้าไปถึงได้ด้วยการนำทางสักแบบ จะเป็นเมนูหรือลิงก์ที่วางในหน้าก็ได้

แต่แมวส้มมองว่าลิงก์ในเนื้อหามีของแถมที่เมนูไม่มี คือคำรอบลิงก์ Google เขียนเองว่าคำก่อนและหลังลิงก์มีความหมาย เมนูบอกได้แค่ว่ามีหน้านี้อยู่ แต่ประโยคในบทความบอกได้ด้วยว่าหน้านี้ตอบเรื่องอะไร และเพราะเป็นลิงก์ชนิดเดียวที่คุณคุมเองได้ทุกเส้น แมวส้มจึงมองว่ามันคืองาน SEO ที่คุ้มแรงที่สุดของเว็บเล็ก ทีนี้มาดูกันว่า Google เอาลิงก์ไปใช้ทำอะไรจริงๆ

Google ใช้ internal link ทำอะไร ตามเอกสารทางการ

Google ใช้ลิงก์ 2 อย่าง คือใช้หาหน้าใหม่ไป crawl (ส่งบอทไปอ่าน) และใช้เป็นสัญญาณว่าหน้านั้นเกี่ยวกับอะไร เอกสาร Link best practices for Google ยังแนะนำว่าทุกหน้าที่คุณให้ความสำคัญควรมีลิงก์จากหน้าอื่นในเว็บอย่างน้อย 1 หน้า

ภาพหน้าจอจริงจากเอกสาร Link best practices for Google หัวข้อ Internal links ระบุว่าทุกหน้าที่ให้ความสำคัญควรมีลิงก์จากหน้าอื่นในเว็บอย่างน้อย 1 หน้า และไม่มีจำนวนลิงก์ที่ดีที่สุดแบบตายตัว แคปเมื่อ 1 พ.ย. 2026
ภาพหน้าจอจริงจากเอกสาร Link best practices for Google หัวข้อ Internal links ระบุว่าทุกหน้าที่ให้ความสำคัญควรมีลิงก์จากหน้าอื่นในเว็บอย่างน้อย 1 หน้า และไม่มีจำนวนลิงก์ที่ดีที่สุดแบบตายตัว แคปเมื่อ 1 พ.ย. 2026

ถ้าถามว่า.. หาหน้าใหม่จากลิงก์มากแค่ไหน SEO Starter Guide ของ Google ตอบว่าหน้าใหม่ส่วนใหญ่อย่างมากที่ Google เจอในแต่ละวันมาจากลิงก์ ส่วนเอกสารระบบจัดอันดับมีหัวข้อ link analysis systems บอกว่า Google มีหลายระบบที่ดูว่าหน้าเว็บลิงก์หากันยังไง เพื่อตัดสินว่าแต่ละหน้าพูดเรื่องอะไร

เงื่อนไขทางเทคนิคมีข้อเดียวที่ต้องจำ Google เขียนว่าโดยทั่วไปจะ crawl ลิงก์ได้เมื่อเป็นแท็ก <a> ที่มี href (ช่องใส่ที่อยู่ปลายทาง)

<!-- Google อ่านได้ -->
<a href="/coffee/drip-ratio/">อัตราส่วนกาแฟต่อน้ำสำหรับดริป</a>

<!-- ไม่แนะนำ ไม่มี href ให้ตามไป -->
<span onclick="goTo('drip-ratio')">อัตราส่วนกาแฟ</span>

ทีนี้ sitemap (ไฟล์รายชื่อหน้าที่ส่งให้ Google) แทนลิงก์ได้ไหม Google ตอบว่า sitemap ช่วยให้ค้นพบ URL แต่ไม่รับประกันว่าทุกหน้าจะถูก crawl หรือเข้าดัชนี และเว็บราว 500 หน้าหรือน้อยกว่าที่ลิงก์ภายในครบ อาจไม่ต้องมี sitemap ด้วยซ้ำ

แมวส้มชอบที่ Google ใช้คำว่า “every page you care about” เพราะมันโยนคำถามกลับมาว่า หน้าไหนที่คุณอยากให้คนเจอ แต่ยังไม่มีหน้าไหนชี้ไปหาเลย สำหรับแมวส้ม sitemap คือสมุดรายชื่อ ส่วนลิงก์ภายในคือทางเดินจริง ภาพข้างล่างสรุปเส้นทางจากลิงก์เส้นเดียวไปจนถึงสิทธิ์โผล่ในคำตอบ AI

เส้นทาง 4 ขั้นจากลิงก์ภายในไปถึงคำตอบ AI หน้าเก่าลิงก์ไปหน้าใหม่ด้วยแท็ก a ที่มี href บอทตามลิงก์เจอหน้า หน้าเข้าดัชนีของ Google และหน้ามีสิทธิ์เป็นลิงก์อ้างอิงใน AI Overviews หรือ AI Mode เมื่อแสดง snippet ได้
เส้นทาง 4 ขั้นจากลิงก์ภายในไปถึงคำตอบ AI หน้าเก่าลิงก์ไปหน้าใหม่ด้วยแท็ก a ที่มี href บอทตามลิงก์เจอหน้า หน้าเข้าดัชนีของ Google และหน้ามีสิทธิ์เป็นลิงก์อ้างอิงใน AI Overviews หรือ AI Mode เมื่อแสดง snippet ได้

ขั้นสุดท้ายในภาพนี่แหละที่ทำให้ลิงก์ภายในเกี่ยวกับ AI โดยตรง

Internal link สำคัญกับ AI Overviews, AI Mode และ ChatGPT ยังไง

Internal link สำคัญกับ AI search เพราะ AI Overviews และ AI Mode ดึงหน้ามาจากดัชนีของ Google หน้าที่บอทหาไม่เจอจึงไม่มีสิทธิ์ถูกอ้างอิงตั้งแต่ต้น และ Google จัดลิงก์ภายในไว้ในรายการ SEO พื้นฐานสำหรับฟีเจอร์ AI

หน้า AI features and your website ของ Google เขียนว่า หน้าที่จะเป็นลิงก์อ้างอิงใน AI Overviews (กล่องคำตอบ AI บนหน้าผลค้นหา) หรือ AI Mode ต้องอยู่ในดัชนีและแสดงใน Google Search พร้อม snippet (ข้อความสั้นใต้ลิงก์) ได้ ไม่ต้องมีไฟล์พิเศษ และในรายการ SEO พื้นฐานก็มีข้อ “ทำให้หาเนื้อหาเจอง่ายผ่านลิงก์ภายใน” อยู่ด้วย

ภาพหน้าจอจริงจากเอกสาร AI features and your website ของ Google ระบุว่าหน้าที่จะเป็นลิงก์อ้างอิงใน AI Overviews หรือ AI Mode ต้องอยู่ในดัชนีและแสดง snippet ได้ และรายการ SEO best practices มีข้อทำให้หาเนื้อหาเจอง่ายผ่านลิงก์ภายใน แคปเมื่อ 1 พ.ย. 2026
ภาพหน้าจอจริงจากเอกสาร AI features and your website ของ Google ระบุว่าหน้าที่จะเป็นลิงก์อ้างอิงใน AI Overviews หรือ AI Mode ต้องอยู่ในดัชนีและแสดง snippet ได้ และรายการ SEO best practices มีข้อทำให้หาเนื้อหาเจอง่ายผ่านลิงก์ภายใน แคปเมื่อ 1 พ.ย. 2026

คู่มือ AI ของ Google (อัปเดต 10 ก.ค. 2026) อธิบายว่าฟีเจอร์ AI ใน Search ตั้งอยู่บนระบบจัดอันดับหลัก และใช้ query fan-out คือแตกคำถามเดียวเป็นหลายคำค้นย่อยแล้วค้นพร้อมกัน ตัวอย่างในคู่มือคือ “แก้สนามหญ้าที่มีวัชพืชเต็มไปหมดยังไง” อาจแตกเป็น “ยาฆ่าหญ้าสำหรับสนาม” “กำจัดวัชพืชโดยไม่ใช้สารเคมี” และ “ป้องกันวัชพืชในสนาม” เว็บยังต้องอยู่ในสถานะ include ของการตั้งค่า Search generative AI ใน Search Console ซึ่งหน้าช่วยเหลือระบุว่าเป็นค่าเริ่มต้นอยู่แล้ว

แล้วถามว่า.. ลิงก์ภายในเกี่ยวกับ fan-out ตรงไหน แมวส้มมองว่าคำค้นย่อยแต่ละคำคือคำถามย่อยคนละข้อ ถ้าเว็บคุณมีหน้าที่ตอบแต่ละข้อตรงๆ และลิงก์หากันจนบอทเดินถึงครบ โอกาสที่หน้าใดหน้าหนึ่งจะตรงกับคำค้นย่อยสักคำก็มากขึ้น ข้อนี้เป็นการตีความของแมวส้ม ไม่ใช่สูตรที่ Google เขียนไว้ ดูกลไกเต็มที่ Query fan-out คืออะไร

อีกระบบที่เกี่ยวคือ passage ranking ซึ่งเอกสารระบบจัดอันดับของ Google อธิบายว่าเป็นระบบ AI ที่ระบุส่วนย่อยหรือ passage แต่ละช่วงของหน้าเว็บ เพื่อเข้าใจว่าหน้านั้นเกี่ยวกับคำค้นแค่ไหน แมวส้มมองว่าลิงก์ที่ชี้ไปหน้าที่โฟกัสเรื่องเดียว ช่วยให้ย่อหน้าที่ตอบตรงคำถามไม่จมอยู่กลางเรื่องอื่น อ่านต่อได้ที่ Passage ranking และ Content chunking

ฝั่ง AI ที่ไม่ใช่ Google มีข้อควรระวังหนึ่งข้อ งานวัดของ Vercel กับ MERJ (17 ธ.ค. 2024) พบว่าบอท AI รายใหญ่ของ OpenAI, Anthropic และ Perplexity ไม่รัน JavaScript (โค้ดที่เบราว์เซอร์รันเพื่อเติมเนื้อหาทีหลัง) ถ้าลิงก์ของคุณโผล่มาหลังสคริปต์ทำงานเท่านั้น บอทพวกนี้ก็มองไม่เห็นทางเดินนั้น วิธีเช็กอยู่ใน AI Crawlability

สิ่งที่แมวส้มเอาไปใช้จริงจากหัวข้อนี้มีข้อเดียว ไม่ต้องมีลิงก์ภายในแบบพิเศษสำหรับ AI ลิงก์ที่ดีกับ Google ก็คือลิงก์ที่ดีกับ AI ขอแค่เป็น <a href> ที่อยู่ใน HTML ตั้งแต่แรก แล้วจะวางยังไงให้ทั้งเว็บเป็นระบบ

Topic cluster คืออะไร วางลิงก์ภายในเป็นกลุ่มหัวข้อยังไง

Topic cluster คือการจัดเนื้อหาเป็นกลุ่ม มีหน้าหลัก (pillar page) เล่าภาพรวม กับหน้าย่อย (cluster page) ที่ตอบคำถามย่อยทีละเรื่อง แล้วเชื่อมลิงก์ให้เดินถึงกัน คำนี้เป็นศัพท์ที่คนทำ SEO ใช้กันเอง Google ไม่มีระบบชื่อนี้

หรือจะพูดแบบภาษาบ้าน ๆ ก็คือ “ห้างที่จัดร้านเป็นโซน” นั่นเอง เดินเข้าโซนเครื่องครัวแล้วเจอหม้อ กระทะ มีด อยู่ใกล้กัน ไม่ใช่หม้ออยู่ชั้น 1 กระทะไปอยู่ชั้น 6 ลองนึกภาพร้านขายเมล็ดกาแฟออนไลน์ที่อยากเป็นเว็บประจำเรื่องชงกาแฟดริปที่บ้าน

  • หน้าหลัก คู่มือชงกาแฟดริปที่บ้าน ลิงก์ลงไปหาหน้าย่อยทุกหน้า
  • หน้าย่อย 1 บดเมล็ดหยาบหรือละเอียดแค่ไหนสำหรับดริป
  • หน้าย่อย 2 อัตราส่วนกาแฟต่อน้ำ ชั่งยังไงให้รสคงที่
  • หน้าย่อย 3 อุณหภูมิน้ำสำหรับคั่วอ่อนและคั่วเข้ม
  • หน้าย่อย 4 เลือกดริปเปอร์ทรงกรวยหรือทรงแบน

หน้าย่อยทุกหน้าลิงก์กลับขึ้นหน้าหลัก และลิงก์หากันเองเมื่อเนื้อหาเกี่ยวกันจริง เช่น หน้าบดเมล็ดลิงก์ไปหน้าดริปเปอร์ ถ้าเว็บใหญ่มาก Starter Guide ของ Google บอกว่าเว็บที่มี URL มากกว่าสองสามพันหน้า การจัดหัวข้อใกล้กันไว้ในโฟลเดอร์เดียว เช่น /coffee/ ช่วยให้ Google เรียนรู้ว่า URL ในแต่ละโฟลเดอร์เปลี่ยนบ่อยแค่ไหน

แมวส้มมองว่า cluster ที่ดีคือคำตอบของคำถามที่คู่มือ helpful content ของ Google ถามเจ้าของเว็บตรงๆ ว่า “เว็บของคุณมีจุดประสงค์หรือเรื่องหลักไหม” ลิงก์ที่วางเป็นกลุ่มทำให้เห็นเรื่องหลักนั้นจากโครงเว็บเลย อ่านต่อที่ Topical Authority คืออะไร

พอวางโครงเสร็จ เหลือรายละเอียดเล็กแต่บอกทางชัดที่สุด คือคำบนตัวลิงก์

Anchor text ของลิงก์ภายใน เขียนแบบไหนให้คนและบอทเข้าใจ

Anchor text ที่ดีคือข้อความบนลิงก์ที่บอกได้ในตัวว่าหน้าปลายทางคืออะไร Google เขียนว่าต้องอธิบายได้ กระชับพอเหมาะ และเกี่ยวข้องทั้งกับหน้าที่ลิงก์อยู่และหน้าปลายทาง

Anchor text แปลว่า ข้อความที่มองเห็นบนลิงก์ ทริกที่ Google แนะนำเองคือ อ่านเฉพาะ anchor text แบบตัดบริบทออก ถ้ายังเดาไม่ออกว่าหน้าปลายทางเกี่ยวกับอะไร แปลว่ายังไม่ชัดพอ ลองเทียบตัวอย่างนี้

แบบที่เจอบ่อย ปัญหา เขียนใหม่
สนใจวิธีชง “คลิกที่นี่” กว้างเกินไป อ่านแยกแล้วไม่รู้ว่าไปไหน ดู “อัตราส่วนกาแฟต่อน้ำสำหรับดริป”
รายละเอียดเพิ่มเติม “อ่านต่อ” Google ยก Read more เป็นตัวอย่างที่ไม่ดีไว้เอง วิธี “เลือกระดับการบดให้เข้ากับดริปเปอร์”
“กาแฟดริป ชงกาแฟดริป กาแฟดริปที่บ้าน ราคาถูก” ยัดคีย์เวิร์ด ซึ่ง Google เตือนว่าผิดนโยบายสแปม เริ่มจาก “คู่มือชงกาแฟดริปที่บ้าน”
ลิงก์ 3 เส้นติดกันบนคำว่า “หลาย” “บทความ” “มาก” แยกลิงก์ไม่ออก และไม่มีคำรอบข้างอธิบาย ให้แต่ละลิงก์อยู่ในประโยคของตัวเอง
รูปดริปเปอร์เป็นลิงก์ แต่ alt ว่าง Google ใช้ alt ของรูปเป็น anchor text แทน ใส่ alt ว่า ดริปเปอร์เซรามิกทรงกรวย

ส่วนจำนวนลิงก์ต่อหน้า Google บอกว่าไม่มีตัวเลขวิเศษ แต่ถ้ารู้สึกว่าเยอะไป ก็คงเยอะไปจริงๆ

ถ้าให้แมวส้มเลือกกฎข้อเดียว แมวส้มเลือกการอ่าน anchor text แบบตัดบริบท เพราะทำได้ทันที และแมวส้มมองว่ามันช่วยฝั่ง AI ด้วย เพราะตามเอกสารระบบจัดอันดับ Google ใช้การลิงก์หากันของหน้าเพื่อตัดสินว่าแต่ละหน้าเกี่ยวกับอะไร ป้ายที่เขียนชัดจึงบอกระบบได้ว่าหน้าไหนคือคำตอบของคำถามไหน ทีนี้ถ้าบางหน้าไม่มีป้ายชี้ไปหาเลยล่ะ

Orphan page คืออะไร หาเองฟรีด้วย internal link checker แบบไหน

Orphan page คือหน้าที่ไม่มีหน้าไหนในเว็บเดียวกันลิงก์ไปหาเลย เรียกกันว่าหน้ากำพร้า หาได้ฟรีด้วยการเทียบรายชื่อหน้าใน sitemap กับรายงานลิงก์ภายในของ Search Console

หรือจะพูดแบบภาษาบ้าน ๆ ก็คือ “ห้องที่ไม่มีประตู” นั่นเอง หน้าแบบนี้อาจยังอยู่ใน sitemap แต่ Google บอกแล้วว่า sitemap ไม่รับประกันการ crawl

หาหน้ากำพร้าด้วยเครื่องมือฟรีของ Google ได้ตาม 5 ขั้นนี้

  1. เปิด sitemap เว็บ WordPress ที่ใช้ปลั๊กอิน Yoast มักอยู่ที่ /sitemap_index.xml คัดลอก URL ไปวางในคอลัมน์ A ของ Google Sheets
  2. เปิดรายงาน Links ใน Search Console ดูตาราง Top internally-linked pages (หน้าที่ถูกลิงก์ภายในมากที่สุด) แล้ว export ซึ่งได้สูงสุด 1,000 แถว วางในคอลัมน์ C
  3. เทียบสองรายการ ใส่สูตร =COUNTIF(C:C, A2) ในคอลัมน์ B แล้วลากลง แถวที่ได้ 0 คือหน้าที่ต้องสงสัย
  4. เช็กก่อนสรุป หน้าช่วยเหลือบอกว่ารายงานนี้เป็นตัวอย่างลิงก์ ไม่ใช่ทุกเส้น และอาจไม่มีหน้าที่ยังไม่เข้าดัชนี ให้เปิดดูทีละหน้าก่อนสรุป
  5. เติมลิงก์ ใส่ลิงก์ในเนื้อหาจากหน้าที่พูดเรื่องใกล้กัน แล้วกลับมาดูรายงานรอบถัดไป

ภาพหน้าจอจริงจากหน้าช่วยเหลือ Links report ของ Search Console ส่วน Internal links มีตาราง Top internally linked pages และเลือก URL เพื่อดูว่าหน้าไหนในเว็บลิงก์มาหา แคปเมื่อ 1 พ.ย. 2026
ภาพหน้าจอจริงจากหน้าช่วยเหลือ Links report ของ Search Console ส่วน Internal links มีตาราง Top internally linked pages และเลือก URL เพื่อดูว่าหน้าไหนในเว็บลิงก์มาหา แคปเมื่อ 1 พ.ย. 2026

ถ้าอยากได้ internal link checker ที่ไล่ตามลิงก์จริงทั้งเว็บ มีโปรแกรม crawler (โปรแกรมที่เดินตามลิงก์ทีละหน้าแบบบอท) อย่าง Screaming Frog SEO Spider ซึ่งหน้าเว็บทางการระบุว่าเวอร์ชันฟรีไล่ได้ 500 URL

แมวส้มลองทำแบบเดียวกันกับ maewsom.com เมื่อ 1 พ.ย. 2026 โดยเขียนสคริปต์สั้นๆ เดินตามลิงก์ทุกเส้นจากหน้าแรก แล้วนับเฉพาะลิงก์ในส่วนเนื้อหาของบทความและหน้าหมวดหลัก ไม่นับเมนู footer และกล่องบทความแนะนำท้ายหน้า

กราฟแท่งจำนวนหน้าในเว็บที่ลิงก์มาในเนื้อหาของ 117 บทความของ maewsom.com นับเมื่อ 1 พ.ย. 2026 5 หน้าขึ้นไป 83 บทความ 2 ถึง 4 หน้า 23 บทความ 1 หน้า 7 บทความ และ 0 หน้า 4 บทความ
กราฟแท่งจำนวนหน้าในเว็บที่ลิงก์มาในเนื้อหาของ 117 บทความของ maewsom.com นับเมื่อ 1 พ.ย. 2026 5 หน้าขึ้นไป 83 บทความ 2 ถึง 4 หน้า 23 บทความ 1 หน้า 7 บทความ และ 0 หน้า 4 บทความ

ข่าวดีคือ URL ทั้ง 131 หน้าใน sitemap เดินถึงได้จากหน้าแรกครบ จึงไม่มีหน้ากำพร้าจริง แต่พอนับเฉพาะลิงก์ในเนื้อหา จาก 117 บทความ มี 83 บทความที่มีหน้าอื่นในเว็บลิงก์มาในเนื้อหาตั้งแต่ 5 หน้าขึ้นไป โดยนับทั้งบทความและหน้าหมวดหลัก 6 หน้า 23 บทความมี 2 ถึง 4 หน้า 7 บทความมีหน้าเดียว และ 4 บทความไม่มีหน้าไหนลิงก์ถึงในเนื้อหาเลย ทั้ง 4 หน้าเผยแพร่ระหว่าง 25 ต.ค. ถึง 1 พ.ย. 2026 หนึ่งในนั้นคือหน้า Content chunking ซึ่งวันที่นับมีลิงก์เข้าแค่จากกล่องบทความล่าสุดบนหน้าแรก หน้ารวมบทความของผู้เขียน และหน้ารวมหมวด หน้านี้เลยลิงก์ไปหาให้แล้วข้างบน

สิ่งที่แมวส้มกังวลคือ บทความใหม่มักถูกทิ้งไว้ข้างหลังเงียบๆ เพราะตอนเขียนบทความเก่ายังไม่มีหน้าใหม่ให้ลิงก์ พอกล่องบทความล่าสุดบนหน้าแรกถูกบทความใหม่กว่าดันลงไป ทางเดินที่เหลือก็มีแค่หน้ารวมหมวด แมวส้มมองว่ารูรั่วนี้เจอได้กับเว็บที่ลงบทความสม่ำเสมอแทบทุกเว็บ แล้วจะทำยังไงดีล่ะ คำตอบคือทำให้การเติมลิงก์เป็นขั้นตอนประจำ

เขียนบทความใหม่เสร็จ ต้องวางลิงก์ภายในอะไรบ้าง

บทความใหม่ทุกชิ้นควรได้ลิงก์ 2 ทิศ คือลิงก์ออกไปหน้าหลักและหน้าที่เกี่ยวข้อง กับลิงก์เข้าจากหน้าเก่าที่พูดเรื่องใกล้กัน ทิศหลังคือทิศที่คนลืมบ่อยที่สุด

ไล่ทำตาม 5 ขั้นนี้ทุกครั้งที่กดเผยแพร่ สมมติร้านเมล็ดกาแฟเพิ่งลงหน้าใหม่เรื่องอุณหภูมิน้ำ

  1. ลิงก์ขึ้นหน้าหลัก ในย่อหน้าแรกๆ ของหน้าใหม่ ลิงก์กลับไปคู่มือชงกาแฟดริป
  2. ให้หน้าหลักลิงก์ลงมา เติมลิงก์ในหน้าคู่มือตรงขั้นต้มน้ำ
  3. หาหน้าเก่าที่เกี่ยวข้อง 2 ถึง 3 หน้า ค้นใน Google ว่า site:เว็บคุณ คั่วอ่อน แล้วเติมลิงก์ในประโยคที่เกี่ยวข้อง
  4. เช็กว่าลิงก์อยู่ใน HTML จริง เปิดหน้าเก่า กด Ctrl+U (ดูโค้ดหน้าเว็บ) แล้วค้นหา URL ของหน้าใหม่ ต้องเจอในแท็ก <a href> ถ้าไม่เจอ อาจเป็นลิงก์ที่สคริปต์เติมทีหลัง
  5. ตามผลใน Search Console ใช้ URL Inspection (เครื่องมือตรวจ URL ทีละหน้า) ดูว่า Google รู้จักหน้าใหม่หรือยัง แล้วดูรายงาน Links รอบถัดไป

ถ้าให้แมวส้มเลือกขั้นที่สำคัญที่สุด แมวส้มเลือกขั้นที่ 3 เพราะผลนับของ maewsom.com บอกชัดว่าบทความที่ขาดลิงก์คือบทความใหม่ที่ไม่มีหน้าเก่าชี้มาหา และเป็นงานย้อนแก้ของเก่าที่คนชอบข้ามที่สุด คำถามที่คนค้นบ่อย แมวส้มรวบไว้ข้างล่าง

คำถามที่พบบ่อยเรื่อง internal link

Internal link คือลิงก์ที่พาจากหน้าหนึ่งไปอีกหน้าหนึ่งในเว็บเดียวกัน Google ใช้ลิงก์เหล่านี้หาหน้าใหม่และดูว่าแต่ละหน้าเกี่ยวกับอะไร

Internal link อยู่ในเว็บของคุณและคุณวางเองได้ทุกเส้น ส่วน backlink คือลิงก์จากเว็บอื่นที่ชี้มาหาเว็บคุณ Search Console แยกสองแบบนี้ไว้คนละส่วนในรายงาน Links

ไม่มีตัวเลขตายตัว Google เขียนว่าไม่มีจำนวนลิงก์ที่เหมาะที่สุดแบบวิเศษ แมวส้มมองว่าถามตัวเองว่าคนอ่านจะอยากกดไหม ได้ผลกว่านับจำนวน

ตัวแรกคือรายงาน Links ใน Google Search Console ซึ่งบอกหน้าที่ถูกลิงก์ภายในมากที่สุด และกดดูได้ว่าหน้าไหนลิงก์มา ตัวที่สองคือ crawler อย่าง Screaming Frog SEO Spider ที่เวอร์ชันฟรีไล่ได้ 500 URL

นับครับ เอกสาร sitemap ของ Google ถือว่าหน้าที่ไปถึงได้ผ่านเมนูหรือลิงก์ในหน้าคือการลิงก์ที่ดี แต่ลิงก์ในเนื้อหามีคำรอบข้างช่วยอธิบายหน้าปลายทาง จึงควรมีทั้งสองแบบ

ก่อนจากกัน แมวส้มขอสรุปว่า ลิงก์ภายในคือทางเดินในห้างของคุณเอง และ AI Overviews กับ AI Mode หยิบได้เฉพาะหน้าที่ Google เดินไปเจอและเก็บไว้แล้ว ทำทางเดินให้ถึงทุกห้อง เขียนป้ายให้ชัด แล้วอย่าลืมต่อทางให้ห้องที่เพิ่งสร้างใหม่ทุกครั้ง ภาพรวมงานทั้งหมดอยู่ที่ AI SEO คืออะไร และงานเทคนิคข้ออื่นอยู่ที่ Technical AI SEO

แหล่งอ้างอิง

แมวส้ม

เขียนโดย

แมวส้มคือมาสคอตของทีม BIQDADDY เอเจนซี SEO และ AISO ในไทย เล่าเรื่อง AI SEO, GEO และ AEO แบบเข้าใจง่าย บทความเขียนด้วยระบบ AI ตามมาตรฐานของทีม ตรวจข้อเท็จจริงกับแหล่งต้นทาง และผ่านผู้ตรวจ AI อิสระก่อนเผยแพร่ ทีม BIQDADDY เป็นผู้ดูแลเว็บและแก้ไขเมื่อมีผู้แจ้งข้อผิดพลาด อ่านนโยบายการเขียน

เรียบเรียงเนื้อหาโดย วุฒิภัทร อุณหะกะ Co-Founder และ COO ของ BIQDADDY

อ่านต่อกับแมวส้ม

  • Canonical Tag URL ตัวจริง - แมวส้ม SEO

    Canonical Tag คืออะไร Canonical URL คือ URL ไหน เช็กเองได้ใน 4 ขั้น

  • เขียนบทความ SEO 6 ขั้น - แมวส้ม SEO

    เขียนบทความ SEO ยังไง 6 ขั้นให้ติด Google และให้ AI อ้างอิงได้

  • Internal Link ทางเดินในเว็บ - แมวส้ม SEO

    Internal Link คืออะไร วางลิงก์ภายในยังไงให้ Google และ AI เจอหน้าที่ดีที่สุดของคุณ