
สารบัญ
Gemini SEO ทำเว็บให้ Gemini ดึงไปตอบ และเรื่อง Google-Extended ที่คนเข้าใจผิด
สวัสดีครับ วันนี้แมวส้มมาเคลียร์เรื่อง Gemini กับ Google-Extended ที่คนเข้าใจผิดกันเยอะมาก Gemini SEO คือการทำเว็บให้ Gemini หยิบข้อมูลไปตอบและแนบลิงก์กลับมาหาเรา เมื่อแอป Gemini ต้องใช้ข้อมูลล่าสุด มันดึงเนื้อหาจากดัชนีของ Google Search มาประกอบคำตอบ เรียกว่า grounding ฐานของ Gemini SEO จึงเป็นเรื่องเดียว หน้าเว็บต้องถูก Google index ก่อน
- ไม่มี "ดัชนี Gemini" แยกให้ส่งเว็บ แอป Gemini ใช้เนื้อหาจากดัชนี Google Search ตอนตอบคำถาม
- Google-Extended คุมการเทรน Gemini รุ่นต่อไป (รวมถึงโมเดลที่ใช้ใน AI ของ Search) และการ grounding ในแอป Gemini กับ Grounding with Google Search บน Vertex AI ไม่มีผลต่ออันดับ Google Search
- อยากออกจาก AI Overviews และ AI Mode ต้องใช้สวิตช์ Search generative AI ใน Search Console ไม่ใช่ Google-Extended
- บล็อก Googlebot เท่ากับหายจากทุกช่องทางที่พึ่งดัชนี Google ผิดตัวเดียวพังทั้งบ้าน
- วัดผลด้วยการถาม Gemini ซ้ำตามชุดคำถามเดิม ดูปุ่ม Sources และดูช่อง AI Assistant ใน GA4 ซึ่ง Google ระบุว่ารวมทราฟฟิกจาก Gemini
Gemini SEO คืออะไร ต่างจาก SEO ปกติแค่ไหน
Gemini SEO คือ SEO ปกติที่เพิ่มเป้าหมายใหม่หนึ่งข้อ จากเดิมแค่อยากติดอันดับ กลายเป็นอยากให้ย่อหน้าของเราถูกหยิบไปเป็นคำตอบของ Gemini พร้อมลิงก์อ้างอิง เครื่องมือพื้นฐานเหมือนเดิมเกือบทั้งหมด เพราะ Gemini ยืนอยู่บนดัชนีเดียวกับ Google Search ใครทำ SEO มาดีอยู่แล้ว สบายใจได้เลย
สนามนี้ไม่เล็กเลย Google ประกาศเมื่อ 11 สิงหาคม 2026 ว่าแอป Gemini มีผู้ใช้เกิน 1 พันล้านคนต่อเดือน สิ่งที่ต่างจาก SEO เดิมคือหน่วยของการแข่งขัน ใน Google Search คุณแข่งกันทั้งหน้า ใน Gemini คุณแข่งกันระดับย่อหน้า คำถามอย่าง “วิธียื่นภาษีออนไลน์ 2569 ต้องเตรียมเอกสารอะไรบ้าง” Gemini อาจเอาขั้นตอนจากเว็บหนึ่ง เอารายการเอกสารจากอีกเว็บ แล้วเรียงเป็นคำตอบเดียว คล้ายแกงส้มหนึ่งหม้อที่ผักมาจากหลายแผงในตลาด ไม่มีแผงไหนได้เครดิตทั้งหม้อ แต่แผงที่มีของตรงกับที่ต้องการถูกหยิบไปใช้
ณ เวลาที่เขียน Google ยังไม่เปิดเผยว่าแอป Gemini ให้น้ำหนักอะไรในการเลือกลิงก์ และแมวส้มยังไม่พบงานวิจัยสาธารณะที่วัดเรื่องนี้กับ query ภาษาไทย สิ่งที่พูดได้อย่างมั่นใจคือหน้าที่ไม่อยู่ในดัชนีไม่มีสิทธิ์ถูกใช้ grounding หลักคิดภาพรวมของการทำเว็บให้ AI เลือกอยู่ใน คู่มือ AI SEO ฉบับแมวส้ม
Gemini ดึงข้อมูลจากเว็บมาตอบได้อย่างไร
Gemini ได้ข้อมูลจากเว็บสองทาง ทางแรกคือข้อมูลที่ใช้เทรนโมเดล ซึ่งเก่าและแนบลิงก์ไม่ได้ ทางที่สองคือ grounding หรือการดึงเนื้อหาจากดัชนี Google Search มาให้โมเดลอ่านตอนที่ผู้ใช้ถาม เพื่อให้คำตอบถูกต้องและทันสมัยขึ้น ทางที่สองนี้แหละที่ทำให้เว็บได้ลิงก์ และเป็นสนามหลักของ Gemini SEO
นึกภาพพนักงานร้านชาบูสองคน คนหนึ่งตอบลูกค้าจากที่จำได้ตอนฝึกงานเมื่อหลายเดือนก่อน อีกคนเดินไปดูกระดานโปรโมชันวันนี้ก่อนแล้วค่อยตอบ คนแรกคือความรู้จากการเทรน คนที่สองคือ grounding และกระดานนั้นก็คือหน้าเว็บของคุณ ถ้ากระดานไม่ได้ติดไว้ในที่ที่ Google มองเห็น พนักงานคนที่สองก็ไม่มีอะไรให้อ่าน น่าเสียดายแย่
Google ไม่ได้เปิดเผยขั้นตอนภายในของแอป Gemini ทั้งหมด แต่เอกสาร Gemini API เรื่อง Grounding with Google Search อธิบายลำดับงาน grounding ฝั่งนักพัฒนาไว้ 5 ขั้น ใช้เป็นภาพประกอบได้ แม้แอปจริงอาจต่างในรายละเอียด
- User prompt แอปส่งคำถามของผู้ใช้ไปให้โมเดล
- Prompt analysis โมเดลวิเคราะห์ว่าการค้น Google จะช่วยให้ตอบดีขึ้นไหม
- Google Search ถ้าจำเป็น โมเดลสร้างคำค้นเองหนึ่งหรือหลายคำแล้วสั่งค้น
- Search results processing โมเดลอ่านผลค้นหาแล้วสังเคราะห์ข้อมูล
- Grounded response คำตอบมี citation (การอ้างแหล่งแบบเชิงอรรถในรายงาน) ผูกข้อความแต่ละช่วงเข้ากับ URL ต้นทาง
ตัวอย่างในเอกสารแสดงว่าโมเดลแปลงคำถามของผู้ใช้เป็นคำค้นสั้นๆ เช่น “UEFA Euro 2024 winner” หน้าที่ติดอันดับดีสำหรับคำค้นย่อยแบบนี้จึงน่าจะได้เปรียบ ส่วนในแอป Gemini หน้าช่วยเหลือของ Google ระบุว่าลิงก์แหล่งข้อมูลและเนื้อหาที่เกี่ยวข้องอยู่หลังปุ่ม Sources ท้ายคำตอบ หรือแทรกอยู่ในคำตอบ และไม่ใช่ทุกคำตอบจะมีลิงก์ อยากเห็นภาพรวมว่า AI ค่ายต่างๆ ค้นแล้วตอบยังไง อ่านต่อที่ AI Search ทำงานยังไง
Gemini มีหลายช่องทาง แต่ละช่องคุมด้วยอะไร
คำว่า “Gemini” ถูกใช้กับหลายผลิตภัณฑ์ และแต่ละตัวใช้ตัวคุมไม่เหมือนกัน ชื่อเดียวหลายร่างแบบร้านที่มีทั้งหน้าร้าน เดลิเวอรี และรับจัดเลี้ยง แต่ละช่องมีกติกาของตัวเอง ความเข้าใจผิดที่เจอบ่อยคือคิดว่าบล็อก Google-Extended แล้วจะหายจาก AI Overviews ด้วย ซึ่งไม่จริง ตารางนี้สรุปจากเอกสาร crawler และหน้าช่วยเหลือ Search Console ของ Google ณ วันที่ 19 ตุลาคม 2026
| ช่องทาง | ใช้เนื้อหาเว็บยังไง | ตัวคุมฝั่งเจ้าของเว็บ |
|---|---|---|
| แอป Gemini (เว็บและมือถือ) | grounding จากดัชนี Google Search ตอนตอบ | Google-Extended ใน robots.txt |
| Grounding with Google Search บน Vertex AI | ค้น Google แล้วแนบ citation ให้แอปขององค์กร | Google-Extended |
| Grounding with Google Search ใน Gemini Developer API (ai.google.dev) | กลไกเดียวกันสำหรับนักพัฒนา | เอกสาร Google-Extended ไม่ได้ระบุถึง ณ 19 ต.ค. 2026 |
| การเทรน Gemini รุ่นต่อไป | ใช้เนื้อหาที่ Google crawl ได้เป็นข้อมูลเทรน | Google-Extended |
| AI Overviews และ AI Mode ใน Google Search | ใช้หน้าที่ index แล้วเป็นลิงก์สนับสนุน | ทั้งเว็บ: สวิตช์ Search generative AI (Search Console > Settings) รายหน้า: nosnippet, data-nosnippet, max-snippet |
| Gemini Notebook (ผู้ใช้ใส่ URL เป็นแหล่งข้อมูลเอง) | เปิดหน้าเฉพาะ URL ที่ผู้ใช้ส่งให้ | เป็น user-triggered fetcher ซึ่งโดยทั่วไปไม่ทำตาม robots.txt |
สองแถวล่างสำคัญมาก ถ้าเป้าหมายคือ AI ในหน้าค้นหาของ Google ให้อ่านต่อที่ วิธีทำให้เว็บติด AI Overviews และ Google AI Mode คืออะไร เพราะสนามนั้นไม่ได้คุมด้วย Google-Extended
Google-Extended คุมอะไร และไม่คุมอะไร
Google-Extended คือ product token ใน robots.txt ที่ให้เจ้าของเว็บเลือกว่าเนื้อหาที่ Google crawl ไปแล้ว จะถูกใช้เทรน Gemini รุ่นต่อไป และใช้ grounding ในแอป Gemini กับ Grounding with Google Search บน Vertex AI หรือไม่ มันไม่มีผลต่อการอยู่ใน Google Search และ Google ระบุว่าไม่ได้ใช้เป็นสัญญาณจัดอันดับ
เอาง่ายๆ token นี้เหมือนป้าย “ห้ามถ่ายรูปเมนูไปทำสูตร” ที่แปะหน้าร้าน ไม่ได้ห้ามคนเข้าร้าน แค่บอกว่าเอาของในร้านไปใช้ต่อแบบไหนได้บ้าง Google ประกาศ token นี้ครั้งแรกเมื่อ 28 กันยายน 2023 ตอนนั้นใช้กับ Bard และ Vertex AI ส่วนขอบเขตเรื่อง grounding ปรากฏในเอกสาร crawler ปัจจุบัน อีกเรื่องที่ควรรู้ Google-Extended ไม่ใช่บอทอีกตัว เอกสารของ Google เขียนว่ามันไม่มี user agent ของตัวเองใน HTTP request การ crawl ยังทำโดย user agent เดิมของ Google ส่วน token นี้มีไว้เป็นตัวควบคุมการนำไปใช้เท่านั้น แปลว่าคุณจะไม่เจอคำว่า Google-Extended ใน server log ต่อให้นั่งไล่ทั้งคืนก็ตาม
หน้าช่วยเหลือของสวิตช์ Search generative AI ระบุว่าสวิตช์นั้นไม่ได้คุมการเทรน และถ้าอยากจำกัดการเทรนโมเดลที่ใช้สร้างคำตอบใน AI ของ Search ให้ใช้ Google-Extended แปลว่าสองตัวนี้คุมคนละชั้น สวิตช์ใน Search Console คุมการแสดงผลและ grounding ใน AI ของ Search ส่วน Google-Extended คุมการนำไปเทรน (รวมถึงโมเดลที่ใช้ใน AI ของ Search) และ grounding ในแอป Gemini กับ Vertex AI แต่ไม่ได้ถอนเว็บออกจาก AI Overviews หรือ AI Mode หลังแก้ robots.txt ให้เปิดรายงาน robots.txt ใน Search Console (Settings > robots.txt) ดูว่า Google ดึงไฟล์เวอร์ชันล่าสุดแล้ว
User-agent: Googlebot ตามด้วย Disallow: / เพราะอยากหนี AI ผลคือหายจาก Google Search ทั้งเว็บ ไม่ใช่แค่จาก Gemini ตรงนี้พลาดแล้วเจ็บจริง กว่าจะกลับมาก็หลายสัปดาห์ ถ้าตั้งใจปิดแค่ Gemini ให้ใช้ Google-Extended ส่วนใครอยากคุม bot ของค่ายอื่นด้วย ดูตารางเทียบใน AI Crawler คืออะไร ตั้ง robots.txt ยังไงควรบล็อก Google-Extended ไหม
สำหรับเว็บส่วนใหญ่ที่อยากให้ลูกค้าเจอ แมวส้มแนะนำว่าไม่ต้องบล็อก เพราะการบล็อกตัดเว็บออกจาก grounding ในแอป Gemini ด้วย ซึ่งเป็นทางที่แอป Gemini ใช้แนบลิงก์กลับมาหาคุณ ส่วนเว็บที่ขายเนื้อหาเป็นหลักอาจมีเหตุผลให้บล็อก ขึ้นกับว่าอะไรสำคัญกว่าสำหรับธุรกิจ
ตัวอย่างสมมติ คลินิกทำฟันที่อยากให้คนถาม Gemini แล้วเจอชื่อคลินิก ควรเปิดไว้ เพราะสิ่งที่ขายคือการรักษา ไม่ใช่บทความ แต่เพจสอนทำขนมที่ขายคอร์สออนไลน์ ถ้าสูตรเต็มถูกสรุปไปให้ฟรี ก็เท่ากับแจกของที่ตั้งใจจะขาย กรณีนี้การบล็อกมีเหตุผลรองรับ ไม่มีคำตอบเดียวที่ถูกสำหรับทุกคน และนั่นไม่ใช่เรื่องผิดเลย
| ประเภทเว็บ | แนวทาง | เหตุผล |
|---|---|---|
| ธุรกิจบริการ ร้านค้า คลินิก B2B | เปิดไว้ | อยากให้ชื่อแบรนด์และลิงก์โผล่ในคำตอบ ไม่ได้ขายตัวเนื้อหา |
| สื่อที่มีรายได้จากโฆษณา | ชั่งน้ำหนัก | ได้ลิงก์จาก Gemini แต่เนื้อหาอาจถูกสรุปจนคนไม่คลิก |
| เนื้อหาแบบเสียเงิน งานวิจัย คอร์ส | พิจารณาบล็อก | ตัวเนื้อหาคือสินค้า การถูกสรุปฟรีกระทบรายได้โดยตรง |
ข้อควรจำ เอกสารของ Google ไม่ได้บอกว่าการบล็อกจะย้อนไปลบข้อมูลที่เคยใช้เทรนแล้ว ให้มองว่าเป็นการตัดสินใจไปข้างหน้า และถ้าอยากกันเนื้อหาจาก AI Overviews ด้วย ต้องใช้สวิตช์ Search generative AI หรือคำสั่ง snippet แยกต่างหาก
เจ้าของเว็บควรทำอะไรให้ Gemini ดึงไปตอบ
ทำให้หน้าเว็บผ่านด่าน index ก่อน แล้วเขียนเนื้อหาให้เป็นชิ้นที่ยกไปตอบได้ และทำให้ Google รู้ว่าแบรนด์คุณคือใคร สามเรื่องนี้ครอบคลุมเกือบทุกอย่างที่ควบคุมได้จริง แตกออกมาได้ 6 ขั้น ทำตามลำดับข้างล่างนี้ได้เลย
- เช็ก robots.txt robots.txt คือป้ายหน้าบ้านที่บอกบอทว่าห้องไหนเข้าได้ เปิด
yourdomain.com/robots.txtดูว่าไม่มีกฎบล็อก Googlebot และตัดสินใจเรื่อง Google-Extended อย่างตั้งใจ ไม่ใช่เพราะปลั๊กอินใส่ให้ ถ้าใช้ CDN หรือ firewall ด้วย ดูวิธีเช็กเพิ่มใน AI Crawlability - เช็กการ index ใช้ URL Inspection ใน Search Console กับหน้าสำคัญ ถ้าขึ้นว่า “URL is not on Google” หน้านั้นจะไม่ถูกใช้ใน grounding ของ Gemini ที่ดึงจากดัชนี Google Search
- เอาเนื้อหาสำคัญไว้ใน HTML เป็นข้อความ ราคา ขั้นตอน ตารางสเปก อย่าซ่อนในรูปภาพหรือ PDF อย่างเดียว
- เขียนย่อหน้าแรกของทุกหัวข้อให้ตอบจบ เช่น “แอร์ inverter คือแอร์ที่ปรับรอบคอมเพรสเซอร์ตามอุณหภูมิห้อง แทนการตัดต่อเป็นจังหวะ จึงกินไฟน้อยกว่าเมื่อเปิดต่อเนื่องหลายชั่วโมง” แทน “แอร์ inverter เป็นสิ่งที่หลายคนให้ความสนใจในปัจจุบัน”
- ทำให้แบรนด์เป็น entity ที่ชัด entity คือ “ตัวตน” ที่ระบบจำได้ว่าเป็นใคร เหมือนบัตรประชาชนของแบรนด์ ชื่อแบรนด์ต้องเหมือนกันทุกที่ มีหน้า About, schema Organization และ Google Business Profile ที่ข้อมูลตรงกัน อ่านวิธีใน Entity SEO
- อัปเดตเนื้อหาที่มีวันหมดอายุ ราคา กฎหมาย โปรโมชัน ใส่วันที่ปรับปรุงล่าสุดให้เห็นบนหน้า เพราะ grounding ถูกออกแบบมาเพื่อคำถามที่ต้องการข้อมูลใหม่
วิธีเช็กว่า Gemini ดึงเว็บเราไปตอบไหม
ณ เวลาที่เขียน ยังไม่มีรายงานของแอป Gemini ใน Search Console ให้ดู วิธีที่ทำได้จริงคือสร้างชุดคำถามประจำแล้วถาม Gemini ซ้ำเป็นรอบๆ บันทึกว่าเว็บเราอยู่ใน Sources ไหม งานนี้ไม่หวือหวา คล้ายแม่ค้าที่จดยอดขายทุกเย็น แต่ทำต่อเนื่องแล้วจะเห็นแนวโน้มที่การถามเล่นๆ ครั้งเดียวไม่มีทางบอกได้
- เขียนคำถามภาษาไทยแบบที่ลูกค้าพิมพ์จริง 15-20 ข้อ ผสมสามแบบ คำถามความรู้ (“แอร์ inverter ประหยัดไฟกว่าธรรมดาแค่ไหน”) คำถามเปรียบเทียบ (“ร้านล้างแอร์ย่านบางนา เจ้าไหนดี”) และคำถามที่มีชื่อแบรนด์คุณ
- ถามในแอป Gemini ทีละข้อ ใช้แชทใหม่ทุกครั้งเพื่อไม่ให้บริบทเดิมปน
- กดปุ่ม Sources ท้ายคำตอบ (หรือดูลิงก์ที่แทรกในคำตอบ) ถ้ามี ดูว่าเว็บเราอยู่ในรายการไหม และเว็บไหนถูกใช้แทน
- บันทึกลงชีต: วันที่, คำถาม, มีลิงก์ไหม, เว็บเราถูกอ้างไหม, แบรนด์เราถูกพูดถึงโดยไม่มีลิงก์ไหม
- ทำซ้ำทุกเดือนด้วยชุดคำถามเดิม อย่าตัดสินจากครั้งเดียว เพราะคำตอบ AI เปลี่ยนได้แม้ถามเหมือนเดิม
- ใน GA4 เปิด Reports > Acquisition > Traffic acquisition ดูช่อง AI Assistant ซึ่งหน้าช่วยเหลือ Google Analytics ระบุว่ารวมคนที่มาจาก ChatGPT, Gemini, Deepseek, Copilot และ Grok แต่ไม่รวม AI Overviews และ AI Mode เปลี่ยนมิติเป็น Session source เพื่อแยกเฉพาะ Gemini
ถ้าอยากดูใน server log (สมุดจดว่าใครมาเคาะประตูเว็บเมื่อไร) ให้รู้ไว้ว่า grounding ของแอป Gemini ไม่มี bot ชื่อเฉพาะให้เห็น สิ่งที่อาจเจอคือ Google-GeminiNotebook เมื่อมีคนใส่ URL ของคุณเป็นแหล่งข้อมูลใน Gemini Notebook (ชื่อเดิม Google-NotebookLM ซึ่ง Google รองรับถึงสิงหาคม 2026 ณ ตุลาคม 2026 จึงควรเห็นแต่ชื่อใหม่ ถ้ามีกฎ firewall หรือ log filter ที่จับชื่อเดิม ให้เพิ่มชื่อใหม่ด้วย) และ Google-Agent ซึ่ง Google อธิบายว่าเป็น agent บนโครงสร้างของ Google ที่ท่องเว็บและทำงานตามคำสั่งผู้ใช้ ทั้งสองตัวเป็น user-triggered fetcher และ user agent ปลอมกันได้ ต้องยืนยันผ่าน IP ตามวิธีที่ Google แนะนำ วิธีวัดแบบเป็นระบบอ่านต่อได้ใน AI Visibility คืออะไร
คำถามที่พบบ่อย
แหล่งอ้างอิง
- Google’s common crawlers (Google-Extended) โดย Google Crawling Infrastructure (อัปเดต ต.ค. 2026)
- Grounding with Google Search โดย Google AI for Developers (อัปเดต ต.ค. 2026)
- Search generative AI control โดย Search Console Help (ตรวจเมื่อ ต.ค. 2026)
- Default channel group โดย Google Analytics Help (ตรวจเมื่อ ต.ค. 2026)
- View related sources from Gemini Apps โดย Gemini Apps Help (ตรวจเมื่อ ต.ค. 2026)
- Google User-Triggered Fetchers โดย Google Crawling Infrastructure (อัปเดต ส.ค. 2026)
- More than 1 billion people are using the Gemini app every month โดย Google (The Keyword) (อัปเดต ส.ค. 2026)
- Optimizing your website for generative AI features on Google Search โดย Google Search Central (อัปเดต ก.ค. 2026)
- An update on web publisher controls โดย Google (The Keyword) (อัปเดต ก.ย. 2023)
เขียนโดย
แมวส้มคือมาสคอตของทีม BIQDADDY เอเจนซี SEO และ AISO ในไทย เล่าเรื่อง AI SEO, GEO และ AEO แบบเข้าใจง่าย บทความเขียนด้วยระบบ AI ตามมาตรฐานของทีม ตรวจข้อเท็จจริงกับแหล่งต้นทาง และผ่านผู้ตรวจ AI อิสระก่อนเผยแพร่ ทีม BIQDADDY เป็นผู้ดูแลเว็บและแก้ไขเมื่อมีผู้แจ้งข้อผิดพลาด อ่านนโยบายการเขียน
เรียบเรียงเนื้อหาโดย วุฒิภัทร อุณหะกะ Co-Founder และ COO ของ BIQDADDY











