Off-page SEO ไม่ซื้อลิงก์ - แมวส้ม SEO

สารบัญ

Off-page SEO คืออะไร Backlink แบบไหนมีค่า และทำไมเสียงจากเว็บอื่นสำคัญกับคำตอบ AI

·พฤศจิกายน 1, 2026·AI SEO·

หวัดดีครับ แมวส้มมาแล้วครับ ฮั่นแน่ !! แมวส้มรู้นะ สงสัยใช่ไหมละ ว่าทำไมสองเว็บที่เนื้อหาดีพอๆ กัน เว็บหนึ่งติดหน้าแรก อีกเว็บจมหายไปหน้าสาม คำตอบส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่บนเว็บของคุณเลย แต่อยู่บนเว็บของคนอื่น

Off-page SEO คือ งาน SEO ที่เกิดขึ้นนอกเว็บของคุณ เพื่อให้เว็บอื่นและคนอื่นอ้างถึงคุณ เช่น backlink (ลิงก์จากเว็บอื่นที่ชี้มาหาเว็บเรา) การถูกเอ่ยชื่อแบรนด์ การได้ลงสื่อ และรีวิวจากลูกค้าจริง ทั้งหมดเป็นหลักฐานจากภายนอกที่ Google และ AI ใช้ประกอบการตัดสินว่าเว็บไหนน่าเชื่อ

หรือจะพูดแบบภาษาบ้าน ๆ ก็คือ “ชื่อเสียงของร้านเราในปากคนอื่น” นั่นเอง แยกคำดูก็ได้ Off แปลว่า ข้างนอก Page แปลว่า หน้าเว็บ รวมกันคืองาน SEO ที่ทำนอกหน้าเว็บของเรา

อ่านจบหน้านี้ คุณจะรู้ว่า backlink แบบไหนมีค่า อะไรที่ Google ห้าม ทำไมเสียงจากเว็บอื่นยิ่งสำคัญในยุค AI และเช็ก backlink ตัวเองฟรีได้วันนี้

Off-page SEO คืออะไร ต่างจาก On-page และ Technical SEO ยังไง

Off-page SEO คือการสร้างหลักฐานจากภายนอกว่าเว็บคุณน่าเชื่อ ส่วน On-page SEO คือการปรับเนื้อหาบนหน้าเว็บ และ Technical SEO คือการทำให้บอทเข้าเว็บและเก็บหน้าได้ไม่ติดขัด ทั้งสามอย่างต้องทำคู่กัน

ลองคิดสภาพว่า.. คุณเปิดร้านขนมปังสมมติชื่อ “บ้านแป้งนุ่ม” ในเชียงใหม่ On-page คือเมนูที่เขียนชัดและขนมปังที่อร่อยจริง Technical คือประตูร้านที่เปิดได้ ส่วน Off-page คือบล็อกเกอร์อาหารที่เขียนถึงร้านและลูกค้าที่บอกต่อ สองอย่างแรกคุณคุมได้เอง อย่างสุดท้ายต้องอาศัยคนอื่น

หน้าอธิบายวิธีทำงานของ Google Search เขียนว่าหนึ่งในปัจจัยที่ใช้ดูคุณภาพ คือดูว่าเว็บไซต์ที่โดดเด่นอื่นๆ ลิงก์หรืออ้างถึงเนื้อหานั้นไหม ซึ่งโดยทั่วไปเป็นสัญญาณที่ดีว่าข้อมูลน่าเชื่อถือ

แมวส้มชอบประโยคนี้ตรงคำว่า “ลิงก์หรืออ้างถึง” เพราะมันบอกว่าเรื่องนี้ไม่ได้จบที่ลิงก์ การถูกพูดถึงก็อยู่ในประโยคเดียวกัน แมวส้มจึงมองว่า off-page ยุคนี้ควรคิดเป็น “ชื่อเสียงบนเว็บ” ทั้งก้อน ไม่ใช่นับจำนวนลิงก์อย่างเดียว

ตาราง 4 แหล่งเสียงจากภายนอกของงาน off-page SEO ได้แก่ backlink การถูกเอ่ยชื่อ ข่าวและ Digital PR และรีวิว เทียบว่าแต่ละแบบมีลิงก์มาที่เว็บไหม มีชื่อแบรนด์อยู่ในข้อความไหม และเจ้าของเว็บคุมได้เองไหม
ตาราง 4 แหล่งเสียงจากภายนอกของงาน off-page SEO ได้แก่ backlink การถูกเอ่ยชื่อ ข่าวและ Digital PR และรีวิว เทียบว่าแต่ละแบบมีลิงก์มาที่เว็บไหม มีชื่อแบรนด์อยู่ในข้อความไหม และเจ้าของเว็บคุมได้เองไหม

แต่ถ้าถามว่า.. เสียงแบบไหนเป็นพื้นฐานที่สุด คำตอบยังเป็น backlink ไปดูกัน

Backlink คืออะไร Google ใช้ลิงก์จากเว็บอื่นทำอะไร

Backlink คือลิงก์บนหน้าของเว็บอื่นที่ชี้มายังหน้าในเว็บของคุณ ภาษาไทยเรียกว่าลิงก์ย้อนกลับ คู่มือเรื่องลิงก์ของ Google บอกว่าใช้ลิงก์สองอย่าง คือหาหน้าใหม่เพื่อเข้าไปเก็บข้อมูล และเป็นสัญญาณตัดสินความเกี่ยวข้องของหน้า

หน้าช่วยเหลือภาษาไทยของ Search Console นิยามไว้ว่า ลิงก์ย้อนกลับคือลิงก์ในหน้าของเว็บไซต์อื่นที่ลิงก์กับหน้าในเว็บไซต์ของคุณ หรือจะพูดแบบภาษาบ้าน ๆ ก็คือ “ป้ายบอกทางจากบ้านคนอื่นที่ชี้มาบ้านเรา” นั่นเอง

ภาพหน้าจอจริงหน้าช่วยเหลือรายงานลิงก์ของ Google Search Console ภาษาไทย กล่องนิยามว่าลิงก์ย้อนกลับคือลิงก์ในหน้าของเว็บไซต์อื่นที่ลิงก์กับหน้าในเว็บไซต์ของคุณ แคปเมื่อ 1 พ.ย. 2026
ภาพหน้าจอจริงหน้าช่วยเหลือรายงานลิงก์ของ Google Search Console ภาษาไทย กล่องนิยามว่าลิงก์ย้อนกลับคือลิงก์ในหน้าของเว็บไซต์อื่นที่ลิงก์กับหน้าในเว็บไซต์ของคุณ แคปเมื่อ 1 พ.ย. 2026

ทีนี้ลิงก์แต่ละเส้นไม่เหมือนกัน ต้องรู้จัก anchor text (ข้อความที่คนกดบนลิงก์) ที่ควรบอกได้ว่าหน้าปลายทางเกี่ยวกับอะไร และป้าย rel ที่บอกความสัมพันธ์ของลิงก์

แบบลิงก์ ใช้เมื่อไหร่ ตามเอกสาร Google ตัวอย่าง
ลิงก์ปกติ ไม่มีป้าย ลิงก์ทั่วไปที่อยากให้ Google ตามไปอ่านได้ บล็อกอาหารรีวิวร้านแล้วลิงก์มาเว็บร้าน
rel=”sponsored” ลิงก์โฆษณาหรือลิงก์ที่จ่ายเงินให้วาง บทความรีวิวที่ร้านจ่ายค่าเขียน
rel=”ugc” ลิงก์ในคอมเมนต์และกระทู้ที่ผู้ใช้สร้าง ลิงก์ที่คนแปะในช่องคอมเมนต์
rel=”nofollow” ไม่เข้ากรณีอื่น และไม่อยากให้ Google เชื่อมเว็บเรากับหน้านั้น ลิงก์ไปเว็บที่ไม่แน่ใจว่าเชื่อได้

ถ้าถามว่า.. ลิงก์ยิ่งเยอะยิ่งดีใช่ไหม คู่มือเริ่มต้น SEO ของ Google ตอบว่า PageRank (อัลกอริทึมพื้นฐานของ Google ที่ใช้ลิงก์) เป็นเพียงหนึ่งในหลายสัญญาณจัดอันดับ และ Google Search มีอะไรมากกว่าลิงก์เยอะ

ถ้าให้แมวส้มเลือกระหว่างลิงก์ 100 เส้นจากเว็บที่ไม่เกี่ยวกับขนมปังเลย กับลิงก์เส้นเดียวจากบล็อกอาหารเชียงใหม่ที่คนอ่านจริง แมวส้มเลือกเส้นเดียวนั้น เพราะเกี่ยวข้องจริง และพาคนที่อยากกินขนมปังมาที่ร้านได้ด้วย

แล้วถ้าคนไม่เปิดผลค้นหาสิบลิงก์ แต่อ่านคำตอบจาก AI แทน เสียงจากเว็บอื่นยังมีผลไหม

ทำไม Off-page SEO สำคัญขึ้นเมื่อคำตอบมาจาก AI

Off-page SEO สำคัญกับ AI เพราะ AI Overviews, AI Mode และ Copilot ดึงหน้าเว็บผ่านระบบจัดอันดับเดิมของ Google และ Bing ก่อนสรุปคำตอบ และ AI ยังอ่านสิ่งที่คนอื่นพูดถึงแบรนด์บนเว็บมาประกอบคำตอบด้วย

คู่มือ Optimizing your website for generative AI features on Google Search (อัปเดต 10 ก.ค. 2026) เขียนว่าฟีเจอร์ AI ของ Search ยืนอยู่บนระบบจัดอันดับและระบบคุณภาพหลัก และใช้ RAG (ให้ AI ค้นหน้าเว็บจริงมาเป็นฐานก่อนตอบ) ที่พึ่งระบบจัดอันดับหลักในการดึงหน้าจากดัชนี

ทีนี้ลองต่อจุดดู ถ้าระบบจัดอันดับหลักใช้ “เว็บอื่นลิงก์หรืออ้างถึงไหม” เป็นปัจจัยหนึ่งของคุณภาพ และ AI ดึงหน้าผ่านระบบเดียวกัน งาน off-page ก็ไม่ได้หายไปไหน แค่ส่งผลผ่านอีกประตูหนึ่ง

เส้นทาง 4 ขั้นจากงาน off-page ถึงคำตอบ AI เว็บอื่นลิงก์หรืออ้างถึงเนื้อหาของคุณ ระบบจัดอันดับหลักใช้เป็นปัจจัยหนึ่งของคุณภาพ ฟีเจอร์ AI ดึงหน้าเว็บผ่านระบบจัดอันดับเดิมด้วย RAG แล้ว AI สรุปคำตอบพร้อมลิงก์ไปหน้าที่รองรับ แต่ไม่มีอะไรรับประกันที่นั่งในคำตอบ
เส้นทาง 4 ขั้นจากงาน off-page ถึงคำตอบ AI เว็บอื่นลิงก์หรืออ้างถึงเนื้อหาของคุณ ระบบจัดอันดับหลักใช้เป็นปัจจัยหนึ่งของคุณภาพ ฟีเจอร์ AI ดึงหน้าเว็บผ่านระบบจัดอันดับเดิมด้วย RAG แล้ว AI สรุปคำตอบพร้อมลิงก์ไปหน้าที่รองรับ แต่ไม่มีอะไรรับประกันที่นั่งในคำตอบ

คู่มือเดียวกันบอกว่าฟีเจอร์ AI ของ Google แสดงได้ว่าบนเว็บพูดถึงสินค้าและบริการว่ายังไง รวมถึงในบล็อก วิดีโอ และกระทู้ แต่การไล่หา mention ที่ไม่จริงไม่ได้ช่วยอย่างที่คิด เพราะมีระบบกันสแปมที่ฟีเจอร์ AI พึ่งอยู่ด้วย ส่วน Elizabeth Reid รองประธานฝ่าย Search ของ Google เขียนเมื่อ 30 พ.ค. 2024 ว่า AI Overviews ถูกออกแบบให้แสดงเฉพาะข้อมูลที่ผลค้นหาอันดับต้นๆ รองรับ ดูต่อใน Corroboration คืออะไร

ฝั่ง Microsoft เขียนไว้ตรงกว่าอีก Bing Webmaster Guidelines บอกว่า Bing กับ Copilot ใช้ฐานการเก็บข้อมูล ทำดัชนี และจัดอันดับชุดเดียวกับการค้นหาแบบเดิม ในข้อ 5 เขียนว่าลิงก์ภายในและภายนอกที่แข็งแรงช่วยการค้นพบ การประเมิน authority (ความน่าเชื่อถือของเว็บ) และ grounding eligibility หรือสิทธิ์ที่หน้าจะถูกใช้เป็นฐานคำตอบ AI

ภาพหน้าจอจริง Bing Webmaster Guidelines ข้อ 5 Use Links to Establish Structure and Authority ระบุว่าการลิงก์ภายในและภายนอกที่แข็งแรงช่วยเรื่อง discovery, authority evaluation และ grounding eligibility แคปเมื่อ 1 พ.ย. 2026
ภาพหน้าจอจริง Bing Webmaster Guidelines ข้อ 5 Use Links to Establish Structure and Authority ระบุว่าการลิงก์ภายในและภายนอกที่แข็งแรงช่วยเรื่อง discovery, authority evaluation และ grounding eligibility แคปเมื่อ 1 พ.ย. 2026

งานของ Mahe Chen และทีมบน arXiv (10 ก.ย. 2025 ยังไม่ผ่านการตีพิมพ์) พบว่า AI Search เอนไปทาง earned media (สื่อและแหล่งบุคคลที่สามที่น่าเชื่อถือ) อย่างชัดเจน มากกว่าเนื้อหาของแบรนด์เองและโซเชียล ขณะที่ Google ผสมหลายแบบกว่า

แต่อย่าเพิ่งสรุปว่า “ปั่นลิงก์ให้เยอะ AI จะชอบ” งานของ Ahrefs กับแบรนด์ราว 75,000 แบรนด์ (12 ธ.ค. 2025 อัปเดต 12 ส.ค. 2026) พบว่าจำนวน backlink สัมพันธ์กับการถูก AI พูดถึงแบบอ่อนมาก ตัวเลขชุดเต็มอยู่ใน Brand mention คืออะไร จุดที่หน้านั้นยังไม่ได้เล่าคือ branded anchors หรือลิงก์ที่ใช้ชื่อแบรนด์เป็นข้อความลิงก์ มีค่าสหสัมพันธ์กับการถูกพูดถึงใน AI Mode ราว 0.628 สูงกว่าใน ChatGPT และ AI Overviews ที่ราว 0.51 ถึง 0.53 ทั้งหมดเป็นแค่ความสัมพันธ์ ไม่ใช่เหตุและผล

สิ่งที่แมวส้มเอาไปใช้จริงจากทั้งหมดนี้มีข้อเดียว ลิงก์ที่ดีที่สุดในยุค AI คือลิงก์ที่เป็นทั้งลิงก์และการเอ่ยชื่อ เช่น บทความในสื่อที่เขียนว่า “บ้านแป้งนุ่ม” แล้วลิงก์ชื่อนั้นมาที่เว็บร้าน ได้ทั้งสัญญาณลิงก์และชื่อแบรนด์ในเส้นเดียว แล้วจะทำยังไงดีล่ะ ให้ได้ลิงก์แบบนั้นโดยไม่ผิดกฎ

Off-page SEO techniques ได้ลิงก์และเสียงจากคนอื่นแบบไม่ผิดกฎ

Off-page SEO techniques ที่ปลอดภัยมีหลักเดียว คือทำสิ่งที่คนอื่นอยากอ้างถึงเอง แล้วช่วยให้เขาเจอ คู่มือเริ่มต้น SEO ของ Google บอกว่าการบอกต่อเป็นหนึ่งในวิธีโปรโมตเว็บที่ได้ผลและยั่งยืนที่สุด

ไล่ทำตาม 6 ขั้นนี้ได้เลย ยกร้านบ้านแป้งนุ่มเป็นตัวอย่างต่อ

  1. ทำของที่อ้างถึงได้ไว้บนเว็บก่อน เช่น ตารางเทียบแป้งแต่ละชนิดที่ร้านทดลองอบเอง หรือแผนที่ร้านขนมปังโฮมเมดในตัวเมือง สื่อมีเหตุผลจะลิงก์มาเพราะไม่ต้องทำเอง
  2. ส่งเรื่องจริงให้สื่อ หรือ Digital PR เช่น ผลสำรวจที่ทำเอง กิจกรรมกับชุมชน หรือเมนูจากวัตถุดิบท้องถิ่น ข่าวที่มีเรื่องจริงมีโอกาสได้ทั้งลิงก์และการเอ่ยชื่อ ดูความหมายต่อที่ Digital PR คืออะไร
  3. เปลี่ยน mention ที่ไม่มีลิงก์ให้เป็นลิงก์ ค้นชื่อร้านใน Google หาบทความที่พูดถึงแต่ไม่ได้ลิงก์ ส่งข้อความขอบคุณแล้วถามสุภาพว่าใส่ลิงก์ให้ได้ไหม ห้ามเสนอเงินหรือของแลก
  4. ให้ข้อมูลร้านถูกต้องในที่ที่เป็นสมาชิกจริง เช่น สมาคมผู้ประกอบการหรือร้านคู่ค้าที่ขายสินค้าของคุณ ถ้าลิงก์มาเพราะคุณจ่ายค่าสปอนเซอร์ ลิงก์นั้นควรติด rel=”sponsored”
  5. ตอบในชุมชนด้วยตัวตนจริง ตอบเรื่องที่รู้จริงและบอกว่าเป็นเจ้าของร้าน ลิงก์ในคอมเมนต์ Google แนะนำให้ติดป้าย ugc สิ่งที่ได้จริงคือชื่อร้านในคำตอบที่มีประโยชน์ ดูวิธีใน หน้า brand mentions
  6. ขอรีวิวจากลูกค้าจริงทุกคนเท่ากัน กติกาของ Google Maps ว่าอะไรทำได้และห้ามทำ อยู่ใน Local SEO คืออะไร

ถ้าให้แมวส้มเลือกขั้นที่คุ้มที่สุดสำหรับธุรกิจเล็ก แมวส้มเลือกขั้นที่ 1 เพราะขั้นอื่นต้องมีของดีให้คนอ้างถึงก่อน สื่อจะลงข่าวก็ต้องมีเรื่อง และงานวิจัยที่บอกว่า AI ชอบ earned media ก็แปลว่าต้องมีอะไรให้สื่อหยิบไปเขียนก่อน

ส่วนการส่งของฟรีให้บล็อกเกอร์ ทำได้ แต่ต้องรู้กติกาเรื่องลิงก์ เพราะนโยบายของ Google นับเรื่องนี้ไว้ หัวข้อถัดไปชี้ให้ดูในเอกสารจริง

Link spam คืออะไร อะไรที่ Google ห้ามทำ

Link spam คือการสร้างลิงก์มายังเว็บหรือจากเว็บ โดยมีจุดประสงค์หลักเพื่อปั่นอันดับในผลค้นหา นโยบายสแปมของ Google (อัปเดต 28 ส.ค. 2026) ยกตัวอย่างไว้ชัด และเว็บที่ละเมิดอาจได้อันดับต่ำลงหรือไม่แสดงในผลค้นหาเลย

ภาพหน้าจอจริงนโยบายสแปมของ Google หัวข้อ Link spam นิยามว่าคือการสร้างลิงก์เพื่อปั่นอันดับ และยกตัวอย่างการซื้อขายลิงก์ การส่งสินค้าแลกให้เขียนถึงพร้อมลิงก์ การแลกลิงก์มากเกินไป และการใช้โปรแกรมสร้างลิงก์อัตโนมัติ แคปเมื่อ 1 พ.ย. 2026
ภาพหน้าจอจริงนโยบายสแปมของ Google หัวข้อ Link spam นิยามว่าคือการสร้างลิงก์เพื่อปั่นอันดับ และยกตัวอย่างการซื้อขายลิงก์ การส่งสินค้าแลกให้เขียนถึงพร้อมลิงก์ การแลกลิงก์มากเกินไป และการใช้โปรแกรมสร้างลิงก์อัตโนมัติ แคปเมื่อ 1 พ.ย. 2026

นโยบายฉบับนี้ยังนิยามสแปมว่ารวมถึงความพยายามปั่นคำตอบของ generative AI (AI ที่เขียนคำตอบขึ้นเอง) ใน Google Search ปั่นลิงก์เพื่อหวังให้ AI หยิบไปตอบก็อยู่ใต้กติกาเดียวกัน ตารางนี้แปลงตัวอย่างในนโยบายเป็นสถานการณ์ที่เจอบ่อย

สิ่งที่เจอบ่อย นโยบายของ Google ทำแบบนี้แทน
ซื้อแพ็กเกจ backlink หลายร้อยเว็บ ซื้อขายลิงก์เพื่ออันดับ รวมถึงจ่ายเงินแลกโพสต์ที่มีลิงก์ เป็น link spam ลงทุนกับของที่อ้างถึงได้ และส่งเรื่องจริงให้สื่อ
ส่งขนมให้บล็อกเกอร์แลกรีวิวที่มีลิงก์ ส่งสินค้าแลกให้เขียนถึงพร้อมใส่ลิงก์ อยู่ในรายการซื้อขายลิงก์ ส่งได้ แต่ลิงก์ติด rel=”sponsored” และบอกคนอ่านว่าได้รับสนับสนุน
ทำหน้าเว็บพันธมิตรไว้แลกลิงก์กัน แลกลิงก์มากเกินไป หรือมีหน้าพาร์ทเนอร์ไว้ลิงก์ข้ามกันเท่านั้น เป็น link spam ลิงก์หาคู่ค้าจริงเมื่อมีประโยชน์กับคนอ่าน
ข่าวแจกหรือบทความโฆษณาที่ยัดลิงก์คำค้น บทความโฆษณาที่ลิงก์ส่งผลต่ออันดับ หรือยัดคำค้นในลิงก์ของ guest post และข่าวแจก เป็น link spam ลงโฆษณาได้ แต่ลิงก์ติด rel=”sponsored” หรือ rel=”nofollow”

นโยบายเดียวกันบอกว่าการซื้อขายลิงก์เพื่อโฆษณาเป็นเรื่องปกติ และไม่ผิดถ้าลิงก์ติด rel=”nofollow” หรือ rel=”sponsored” ฝั่ง Bing ก็นับการซื้อลิงก์ว่าผิดแนวทาง และลดโอกาสถูกใช้ตอบใน Copilot

แล้วถามว่า.. Google จับได้จริงเหรอ บล็อก Google Search Central (14 ธ.ค. 2022) ประกาศว่าใช้ SpamBrain ระบบกันสแปมที่ใช้ AI จับทั้งเว็บที่ซื้อลิงก์และเว็บที่มีไว้ส่งลิงก์ออก ลิงก์สแปมถูกทำให้ไม่มีผล คะแนนที่เคยได้จากลิงก์นั้นก็หายไป และใช้กับทุกภาษา

สิ่งที่แมวส้มกังวลคือแถวที่สอง เพราะมันดูไม่เหมือนการโกงเลย เจ้าของร้านแค่อยากให้คนลองชิม แต่ถ้าตกลงกันว่าต้องมีลิงก์กลับมาโดยไม่ติดป้าย ก็เข้ารายการในนโยบายทันที แมวส้มมองว่าทางออกง่ายมาก คุยกันตั้งแต่แรกว่าลิงก์ติด sponsored และบอกคนอ่านตรงๆ

รู้แล้วว่าอะไรห้ามทำ ทีนี้ไปดูว่าตอนนี้มีลิงก์อะไรชี้มาที่เว็บเราบ้าง

เช็ก backlink ฟรีด้วย Search Console และต้อง disavow ไหม

วิธีเช็ก backlink ฟรีที่ตรงที่สุดคือรายงานลิงก์ใน Google Search Console ซึ่งบอกหน้าที่ถูกลิงก์มากที่สุด เว็บที่ลิงก์มามากที่สุด และข้อความลิงก์ที่ใช้บ่อย ส่วนเครื่องมือ disavow (บอก Google ให้ไม่นับลิงก์บางเส้น) Google บอกว่าเว็บส่วนใหญ่ไม่ต้องใช้

  1. เข้า Search Console ของเว็บคุณแล้วเปิดรายงานลิงก์ ถ้ายังไม่เคยใช้ ต้องยืนยันความเป็นเจ้าของเว็บก่อน
  2. ดูตาราง “หน้าเว็บที่เชื่อมโยงสูงสุด” เพื่อเช็กว่าหน้าที่ถูกลิงก์มากที่สุดเป็นหน้าที่คุณคาดไว้
  3. ดูตาราง “เว็บไซต์ที่มีการลิงก์สูงสุด” หน้าช่วยเหลือยกตัวอย่างว่าถ้าเป็นร้านอาหาร ให้ดูว่าได้ถูกพูดถึงในบล็อกอาหารหรือเว็บรีวิวบ้างไหม
  4. ดูตาราง “ข้อความที่มีการลิงก์สูงสุด” ถ้าเห็นชื่อแบรนด์บ่อยๆ แปลว่าลิงก์พวกนั้นเป็นการเอ่ยชื่อไปด้วย
  5. จดเว็บแปลกๆ ที่ดูเป็นสแปมไว้ แต่อย่าเพิ่ง disavow

หน้าช่วยเหลือเขียนว่ารายงานนี้แสดงแค่ตัวอย่างลิงก์ ไม่ใช่ครบทุกเส้น ตารางมีได้ไม่เกิน 1,000 แถว และไม่ได้บอกว่าลิงก์ไหนเป็น nofollow

ส่วน disavow หน้าช่วยเหลือบอกว่าในกรณีส่วนใหญ่ Google ประเมินเองได้ว่าควรเชื่อลิงก์ไหน และควรใช้เมื่อมีลิงก์สแปมหรือลิงก์ปลอมจำนวนมาก และลิงก์นั้นทำให้โดน manual action แล้วหรือน่าจะโดน ต้องครบทั้งสองข้อ และถ้าใช้ผิดอาจทำให้ผลค้นหาแย่ลง

แมวส้มชอบที่ Google เขียนเงื่อนไขเป็นสองข้อที่ต้องครบ เพราะตัดความกังวลของเว็บเล็กไปเยอะ ถ้าไม่ได้ซื้อลิงก์เองและไม่มีแจ้ง manual action เอาเวลาไปทำของที่คนอยากลิงก์มาจะคุ้มกว่า

ส่วนการวัดว่าแบรนด์ถูกพูดถึงในคำตอบ AI แค่ไหน ดูที่ AI Visibility แล้วไปดูคำถามที่เจอบ่อยกันต่อ

คำถามที่พบบ่อยเรื่อง Off-page SEO

Off-page SEO คืองาน SEO ที่ทำนอกเว็บ เพื่อให้เว็บอื่นลิงก์หรือพูดถึงคุณ ส่วน backlink หรือลิงก์ย้อนกลับ คือลิงก์จากเว็บอื่นที่ชี้มาเว็บคุณ ซึ่งเป็นงานส่วนหนึ่งของ off-page คู่กับการได้ลงสื่อ การถูกเอ่ยชื่อ และรีวิว

ไม่ควรซื้อเพื่ออันดับ Google นับการซื้อขายลิงก์เพื่ออันดับเป็น link spam ถ้าจ่ายเงินลงโฆษณาหรือบทความสนับสนุน ให้ลิงก์ติด rel="sponsored" หรือ rel="nofollow" ซึ่งไม่ผิดนโยบาย

มี คนอ่านยังกดเข้ามาได้จริง และชื่อแบรนด์ในบทความยังนับเป็น brand mention ไม่ว่าลิงก์จะติดป้ายอะไร แมวส้มมองว่าไม่ต้องปฏิเสธลิงก์ nofollow จากสื่อดีๆ

ช่วยทางอ้อม Google บอกว่าฟีเจอร์ AI ของ Search ยืนอยู่บนระบบจัดอันดับและระบบคุณภาพหลัก แต่ไม่มีงานไหนรับประกันว่าจะได้ขึ้นในคำตอบ AI และการไล่หา mention ที่ไม่จริงไม่ได้ช่วยอย่างที่คิด

ส่วนใหญ่ไม่ต้อง ใช้เมื่อมีลิงก์สแปมจำนวนมาก และลิงก์นั้นทำให้โดน manual action แล้วหรือน่าจะโดนเท่านั้น ถ้าใช้ผิดอาจทำให้ผลค้นหาแย่ลง

ก่อนจากกัน แมวส้มสรุปไว้ประโยคเดียว off-page SEO คือการทำให้คนอื่นมีเหตุผลจะลิงก์และพูดถึงคุณเอง เสียงที่เป็นของจริงช่วยได้ทั้งอันดับและคำตอบ AI โดยไม่ต้องกลัวนโยบาย

ภาพรวมงาน SEO ยุค AI อ่านต่อที่ AI SEO คืออะไร และเรื่องความน่าเชื่อถือดูต่อที่ E-E-A-T คืออะไร

แหล่งอ้างอิง

แมวส้ม

เขียนโดย

แมวส้มคือมาสคอตของทีม BIQDADDY เอเจนซี SEO และ AISO ในไทย เล่าเรื่อง AI SEO, GEO และ AEO แบบเข้าใจง่าย บทความเขียนด้วยระบบ AI ตามมาตรฐานของทีม ตรวจข้อเท็จจริงกับแหล่งต้นทาง และผ่านผู้ตรวจ AI อิสระก่อนเผยแพร่ ทีม BIQDADDY เป็นผู้ดูแลเว็บและแก้ไขเมื่อมีผู้แจ้งข้อผิดพลาด อ่านนโยบายการเขียน

เรียบเรียงเนื้อหาโดย วุฒิภัทร อุณหะกะ Co-Founder และ COO ของ BIQDADDY

อ่านต่อกับแมวส้ม

  • Off-page SEO ไม่ซื้อลิงก์ - แมวส้ม SEO

    Off-page SEO คืออะไร Backlink แบบไหนมีค่า และทำไมเสียงจากเว็บอื่นสำคัญกับคำตอบ AI

  • Meta Description คำอธิบายเมตา - แมวส้ม SEO

    Meta Description คืออะไร ควรยาวเท่าไร และยังสำคัญไหมในยุค AI

  • On page SEO คืออะไร - แมวส้ม SEO

    On Page SEO คืออะไร Checklist 10 ข้อ ทำหน้าเว็บให้ Google และ AI เข้าใจ