On page SEO คืออะไร - แมวส้ม SEO

สารบัญ

On Page SEO คืออะไร Checklist 10 ข้อ ทำหน้าเว็บให้ Google และ AI เข้าใจ

·พฤศจิกายน 1, 2026·AI SEO·

สวัสดีครับ แมวส้มเองครับ เคยสงสัยไหมครับ เวลาเปิดผลค้นหาแล้วเจอหัวข้อสีน้ำเงินของเว็บตัวเอง ทำไมบางทีมันไม่ตรงกับที่พิมพ์ไว้ในหลังบ้านเลยสักคำ คำตอบซ่อนอยู่ในเรื่องที่ชื่อ on page SEO นี่แหละครับ

On page SEO คือ การปรับสิ่งที่อยู่บนหน้าเว็บแต่ละหน้า ทั้งแท็ก title, meta description, หัวข้อ, URL, ลิงก์ภายใน, รูปภาพ และวิธีเรียงเนื้อหา เพื่อให้ Google และ AI Search เข้าใจว่าหน้านั้นตอบคำถามอะไร และให้คนเห็นแล้วอยากคลิก

หรือจะพูดแบบภาษาบ้าน ๆ ก็คือ “จัดหน้าร้านของตัวเองให้คนเดินผ่านอ่านป้ายรู้เรื่อง และเดินเข้ามาหยิบของได้ถูกชั้น” นั่นเอง

  • On page แปลว่า บนหน้า คือทุกอย่างที่อยู่ในหน้าเว็บของคุณเองและคุณแก้เองได้
  • SEO แปลว่า Search Engine Optimization คือการทำเว็บให้คนค้นเจอบน Google และเครื่องมือค้นหาอื่น

อ่านจบหน้านี้ คุณจะได้ on page SEO checklist 10 ข้อ ตัวอย่างก่อนและหลังแก้ และวิธีตรวจเองแบบฟรี พร้อมมุมว่าอะไรสำคัญขึ้นในยุค AI

On page SEO คืออะไร ต่างจาก off-page และ technical SEO ยังไง

On page SEO คืองานปรับสิ่งที่อยู่บนหน้าเว็บแต่ละหน้า ซึ่งเจ้าของเว็บแก้เองได้ทันที ส่วน off-page SEO คือสิ่งที่เกิดนอกเว็บ เช่น ลิงก์จากเว็บอื่นและการถูกพูดถึง และ technical SEO คืองานหลังบ้านที่ทำให้บอทเข้าถึงและเก็บหน้าได้

ลองคิดสภาพว่า.. คุณเปิดร้านกาแฟ ป้ายหน้าร้านกับเมนูบนผนังคือ on-page ลูกค้าที่ไปรีวิวต่อคือ off-page และไฟฟ้ากับประตูที่เปิดได้คือ technical

ประเภท เกิดขึ้นที่ไหน ตัวอย่างงาน ใครแก้ได้
On page SEO บนหน้าเว็บของคุณ title, meta description, หัวข้อ, URL, ลิงก์ภายใน, รูปและ alt text, เนื้อหา เจ้าของเว็บหรือคนเขียน แก้ได้วันนี้
Off page SEO เว็บและแพลตฟอร์มอื่น ลิงก์จากเว็บอื่น, การถูกพูดถึง, รีวิว คนอื่นทำ คุณสร้างเหตุผลให้เขาพูดถึงได้
Technical SEO หลังบ้านของเว็บ robots.txt, ความเร็ว, การ index, sitemap ทีมทำเว็บหรือคนดูแลเซิร์ฟเวอร์

งาน on-page แบ่งได้เป็น 3 ชั้น ชั้นแรกคือสิ่งที่คนเห็นในผลค้นหาก่อนคลิก ชั้นที่สองคือโครงของหน้า และชั้นที่สามคือตัวเนื้อหา ทั้ง 10 ข้อในเช็กลิสต์ข้างล่างอยู่ในสามชั้นนี้

แผนภาพ on page SEO 3 ชั้น 10 ข้อ ชั้นที่ 1 สิ่งที่คนเห็นในผลค้นหา ได้แก่ แท็ก title, meta description และ URL ชั้นที่ 2 โครงหน้า ได้แก่ H1, H2 และ H3, ลิงก์ภายในและ anchor text ชั้นที่ 3 เนื้อหา ได้แก่ ย่อหน้าแรกตอบก่อน, ตารางและรายการ, รูปภาพและ alt text และข้อมูลสำคัญเป็นข้อความ
แผนภาพ on page SEO 3 ชั้น 10 ข้อ ชั้นที่ 1 สิ่งที่คนเห็นในผลค้นหา ได้แก่ แท็ก title, meta description และ URL ชั้นที่ 2 โครงหน้า ได้แก่ H1, H2 และ H3, ลิงก์ภายในและ anchor text ชั้นที่ 3 เนื้อหา ได้แก่ ย่อหน้าแรกตอบก่อน, ตารางและรายการ, รูปภาพและ alt text และข้อมูลสำคัญเป็นข้อความ

แมวส้มมองว่า on-page คือจุดเริ่มที่คุ้มที่สุดสำหรับเว็บเล็ก เพราะเป็นประเภทเดียวที่คุณแก้เองได้ทันที ไม่ต้องรอใครลิงก์มา งานหลังบ้านมีหน้าของมันที่ Technical AI SEO และฝั่งเสียงของคนอื่นอยู่ที่ Brand Mention

ทีนี้ ยุคที่คนถาม AI แทนการกดลิงก์ งานจัดหน้าร้านแบบนี้ยังมีความหมายอยู่ไหม

AI Search อ่านหน้าเว็บยังไง on page SEO ยังสำคัญอยู่ไหม

On page SEO ยังสำคัญเท่าเดิม เพราะ Google เขียนว่าหลัก SEO เดิมยังใช้กับ AI Overviews และ AI Mode และฟีเจอร์ AI ของ Google ดึงหน้าเว็บจากดัชนีค้นหาปกติด้วยระบบจัดอันดับหลัก หน้าที่ไม่ได้อยู่ในดัชนีจึงไม่มีสิทธิ์ขึ้นในคำตอบ AI ของ Google เลย

คู่มือ AI ของ Google Search (อัปเดต 10 ก.ค. 2026) อธิบายว่าฟีเจอร์ AI ใช้เทคนิค RAG หรือ grounding คือดึงหน้าที่เกี่ยวข้องจากดัชนีมาเป็นหลักฐานก่อนเขียนคำตอบ หรือจะพูดแบบภาษาบ้าน ๆ ก็คือ เปิดหนังสือในห้องสมุดก่อนตอบ ไม่ตอบจากความจำ นั่นเอง

อีกเทคนิคคือ query fan-out ที่ AI แตกคำถามเดียวเป็นหลายคำค้นย่อยพร้อมกัน เช่น Google ยกตัวอย่างว่าคำถามเรื่องสนามหญ้าที่วัชพืชขึ้นเต็ม อาจถูกแตกเป็นคำค้นเรื่องยากำจัดวัชพืช วิธีกำจัดโดยไม่ใช้สารเคมี และวิธีป้องกัน

ฝั่ง Microsoft ก็พูดทางเดียวกัน Krishna Madhavan ผู้จัดการผลิตภัณฑ์ของ Microsoft Bing เขียนในบล็อก Microsoft Advertising (8 ต.ค. 2025) ว่า Copilot ใช้ดัชนีของ Bing และ AI แยกหน้าเป็นชิ้นเล็ก ๆ แล้วเลือกชิ้นที่เกี่ยวข้องไปประกอบคำตอบ ส่วน OpenAI เขียนว่าเว็บสาธารณะทุกเว็บมีสิทธิ์ขึ้นใน ChatGPT search และแนะนำว่าอย่าบล็อกบอท OAI-SearchBot วิธีเช็กบอทอยู่ใน AI Crawler คืออะไร

แผนภาพ 5 ขั้นที่ AI Search ใช้หน้าเว็บตอบคำถาม 1 คนถามคำถาม 2 AI แตกเป็นคำค้นย่อยด้วย query fan-out 3 ดึงหน้าจากดัชนีค้นหาด้วยระบบจัดอันดับหลัก 4 แยกหน้าเป็นชิ้นแล้วเลือกชิ้นที่ตอบตรง 5 เขียนคำตอบพร้อมลิงก์ไปหน้าที่สนับสนุน หน้าที่ไม่อยู่ในดัชนีไม่มีสิทธิ์ถูกเลือกตั้งแต่ขั้นที่ 3
แผนภาพ 5 ขั้นที่ AI Search ใช้หน้าเว็บตอบคำถาม 1 คนถามคำถาม 2 AI แตกเป็นคำค้นย่อยด้วย query fan-out 3 ดึงหน้าจากดัชนีค้นหาด้วยระบบจัดอันดับหลัก 4 แยกหน้าเป็นชิ้นแล้วเลือกชิ้นที่ตอบตรง 5 เขียนคำตอบพร้อมลิงก์ไปหน้าที่สนับสนุน หน้าที่ไม่อยู่ในดัชนีไม่มีสิทธิ์ถูกเลือกตั้งแต่ขั้นที่ 3

สิ่งที่แมวส้มเห็นเมื่อวางเอกสารสองค่ายไว้คู่กันคือ คำพูดไม่เหมือนกันทีเดียว Google บอกว่าไม่ต้องหั่นเนื้อหาหรือเขียนใหม่เพื่อ AI ส่วน Microsoft บอกว่า AI แยกหน้าเป็นชิ้น แต่ทั้งสองค่ายพูดตรงกันเรื่องหัวข้อที่ชัด และเนื้อหาที่แบ่งเป็นย่อหน้าและส่วนอย่างเป็นระเบียบ ซึ่งก็คือ on page SEO ดี ๆ นี่เอง งานนี้จึงไม่ได้เก่า แค่ละเอียดขึ้น

แล้วจะเช็กยังไงล่ะ ตารางถัดไปรวมไว้ให้แล้ว

On page SEO checklist 10 ข้อ สรุปในตารางเดียว

On page SEO checklist มี 10 ข้อ แบ่งเป็น 3 ชั้น คือส่วนที่โชว์ในผลค้นหา (ข้อ 1-3) โครงหน้า (ข้อ 4-6) และเนื้อหา (ข้อ 7-10) แต่ละข้อมีเกณฑ์ผ่านที่เช็กเองได้ พร้อมเหตุผลจากเอกสารทางการ

ข้อ สิ่งที่ต้องเช็ก ผ่านเมื่อ เหตุผลจากเอกสารทางการ
1 แท็ก title ไม่ซ้ำกับหน้าอื่น บอกตรง ๆ ว่าหน้านี้มีอะไร Microsoft ระบุว่า title เป็นสัญญาณที่ AI ใช้ตีความจุดประสงค์ของหน้า
2 meta description หน้าสำคัญมีคำโปรยของตัวเอง 1-2 ประโยค ไม่ยัดคีย์เวิร์ด Google อาจใช้เป็นข้อความใต้ลิงก์ Microsoft ระบุว่าช่วยให้ AI เข้าใจบริบท
3 URL เป็นคำที่อ่านออก สั้น และบอกเรื่องของหน้า Google ใช้คำใน URL ทำ breadcrumb (เส้นทางหน้า) ในผลค้นหา
4 H1 มีหัวข้อหลักหนึ่งอันที่เด่นที่สุด และสอดคล้องกับ title Google ใช้ H1 เป็นแหล่งหนึ่งของหัวข้อผลค้นหา
5 H2 และ H3 หัวข้อย่อยบอกเรื่องของส่วนนั้นได้เอง ไม่ใช่คำลอย ๆ Microsoft อธิบายว่าหัวข้อบอกว่าความคิดหนึ่งจบตรงไหน
6 ลิงก์ภายในและ anchor text หน้าสำคัญมีลิงก์จากหน้าอื่น ข้อความลิงก์บอกปลายทาง Google ใส่ลิงก์ภายในไว้ในหลัก SEO สำหรับฟีเจอร์ AI
7 ย่อหน้าแรกของแต่ละหัวข้อ ประโยคแรกตอบคำถามของหัวข้อทันที อ่านแยกออกมาก็เข้าใจ Microsoft ระบุว่าคำตอบสั้น 1-2 ประโยคที่จบในตัว AI ยกไปใช้ได้ง่าย
8 ตารางและรายการ ข้อมูลเปรียบเทียบอยู่ในตาราง ขั้นตอนอยู่ในรายการเรียงเลข Microsoft ระบุว่ารายการและตารางแบ่งข้อมูลเป็นชิ้นที่หยิบไปใช้ซ้ำได้
9 รูปภาพและ alt text รูปอยู่ใกล้ข้อความที่เกี่ยวข้อง alt บรรยายสิ่งที่เห็น Google ระบุว่าฟีเจอร์ AI ดึงรูปและวิดีโอที่เกี่ยวข้องมาแสดงได้
10 ข้อมูลสำคัญเป็นข้อความ ราคาและเงื่อนไขเป็นตัวอักษรบนหน้า ไม่ได้อยู่ในรูปหรือ PDF อย่างเดียว Microsoft เตือนว่าข้อความในรูปทำให้ AI อ่านยากและแม่นน้อยลง

ถ้าให้แมวส้มเลือก 3 ข้อที่ควรทำก่อน แมวส้มเลือกข้อ 1, 7 และ 6 ข้อ 1 เพราะ Google ใช้ title สร้างหัวข้อผลค้นหา และ Microsoft บอกว่า AI ใช้ title ตีความหน้า ข้อ 7 เพราะเป็นส่วนที่ AI ยกไปใช้ตรง ๆ ข้อ 6 เพราะ Google ใส่ไว้ในหลัก SEO สำหรับฟีเจอร์ AI และในเว็บ WordPress ทั้งสามข้อส่วนใหญ่แก้ได้ในหน้าแก้ไขโพสต์

เช็กลิสต์นี้ดูเฉพาะงานบนหน้า ส่วนเรื่องบอท การ index สวิตช์ Search generative AI และการวัดผล อยู่ใน AI SEO Checklist 19 ข้อ ใช้คู่กันได้

มาเริ่มที่ชั้นแรกซึ่งคนเห็นก่อนใคร คือหัวข้อสีน้ำเงินกับข้อความสั้นใต้ลิงก์

Title tag และ meta description เขียนยังไงให้คนอยากคลิก

Title tag ที่ดีคือข้อความสั้น ชัด ไม่ซ้ำกับหน้าอื่น และบอกตรง ๆ ว่าหน้านี้มีอะไร ส่วน meta description คือคำโปรยสรุปหน้า 1-2 ประโยค ที่ Google อาจหยิบไปเป็นข้อความใต้ลิงก์ ทั้งสองอย่างไม่มีเพดานความยาว แต่ถูกตัดตามความกว้างจอ

Title tag คือข้อความในแท็ก <title> ของโค้ดหน้าเว็บ หรือจะพูดแบบภาษาบ้าน ๆ ก็คือ ชื่อหน้าบนแท็บเบราว์เซอร์ ที่เป็นวัตถุดิบหลักของหัวข้อในผลค้นหา นั่นเอง

คู่มือ title link ของ Google ให้หลักไว้ชัด ทุกหน้าต้องมี title เขียนให้สื่อความและกระชับ ไม่ใช้คำกว้าง ๆ อย่าง “Home” ไม่ยัดคำซ้ำ ไม่ใช้ข้อความแม่แบบเดียวกันทุกหน้า และใช้ภาษาเดียวกับเนื้อหาหลัก

แล้วถามว่า.. ทำไมหัวข้อสีน้ำเงินถึงไม่ตรงกับ title ที่เราเขียน เพราะ Google สร้างหัวข้อนี้อัตโนมัติจาก 9 แหล่ง ทั้งแท็ก title, หัวข้อใหญ่ที่เห็นบนหน้า, แท็ก H1, og:title ไปจนถึงข้อความในลิงก์ที่ชี้มาหาหน้านั้น ถ้า title ว่างครึ่งหนึ่งหรือไม่ตรงกับเนื้อหา Google ก็อาจแต่งหัวข้อใหม่จากแหล่งอื่น

ภาพหน้าจอจริงจากเอกสาร Google Search Central ภาษาไทย หัวข้อวิธีสร้างลิงก์ชื่อใน Google Search แสดงแหล่งข้อมูล 9 แหล่งที่ Google ใช้สร้างหัวข้อผลค้นหา เช่น เนื้อหาในองค์ประกอบ title, องค์ประกอบ h1 และข้อความในลิงก์ที่ชี้ไปยังหน้าเว็บ และวงข้อ 2 ไว้ว่าแปลผิด เพราะต้นฉบับอังกฤษหมายถึงหัวข้อใหญ่บนหน้า ไม่ใช่ชื่อรูป แคปเมื่อ 1 พ.ย. 2026
ภาพหน้าจอจริงจากเอกสาร Google Search Central ภาษาไทย หัวข้อวิธีสร้างลิงก์ชื่อใน Google Search แสดงแหล่งข้อมูล 9 แหล่งที่ Google ใช้สร้างหัวข้อผลค้นหา เช่น เนื้อหาในองค์ประกอบ title, องค์ประกอบ h1 และข้อความในลิงก์ที่ชี้ไปยังหน้าเว็บ และวงข้อ 2 ไว้ว่าแปลผิด เพราะต้นฉบับอังกฤษหมายถึงหัวข้อใหญ่บนหน้า ไม่ใช่ชื่อรูป แคปเมื่อ 1 พ.ย. 2026

ตัวอย่างจากร้านกาแฟสมมติชื่อ “บ้านดอยคอฟฟี่” ดูความต่างได้ทันที

ส่วน ก่อนแก้ หลังแก้
title หน้าแรก เมล็ดกาแฟคั่วสดจากดอยช้าง ส่งทั่วไทย | บ้านดอยคอฟฟี่
meta description บ้านดอยคอฟฟี่ กาแฟ เมล็ดกาแฟ กาแฟดอย กาแฟคั่ว กาแฟสด เมล็ดกาแฟอาราบิกาจากดอยช้าง คั่วทุกสัปดาห์ เลือกคั่วอ่อน กลาง หรือเข้ม พร้อมวิธีชง ส่งทั่วประเทศ

meta description หลังแก้รวมข้อมูลที่กระจายอยู่ทั่วหน้าไว้ในประโยคเดียว เพราะ Google บอกว่าคำโปรยที่เป็นคีย์เวิร์ดเรียงยาว ๆ มีโอกาสถูกใช้เป็น snippet น้อยลง

Google เขียนว่า snippet สร้างจากเนื้อหาบนหน้าเป็นหลัก และใช้ meta description บางครั้งเมื่ออธิบายหน้าได้แม่นกว่า ส่วนบล็อก Google Search Central (ก.ย. 2009) บอกว่าไม่ได้ใช้ meta description จัดอันดับ และไม่ใช้แท็ก meta keywords เลย

แมวส้มชอบที่ Google บอกตรง ๆ ว่าไม่มีเพดานความยาว สิ่งที่แมวส้มเอาไปใช้จริงคือ เมื่อท้ายข้อความถูกตัดตามจอ คำที่บอกว่าหน้านี้มีอะไรต้องอยู่ต้นประโยคเสมอ ชื่อร้านไว้ท้ายได้ ถึงถูกตัดคนก็ยังรู้ว่าหน้าเกี่ยวกับอะไร

Microsoft เสริมว่า title, description และ H1 ที่สอดคล้องกัน ช่วยทั้งการค้นเจอและความมั่นใจของระบบ AI ซึ่งพาเราไปสู่หัวข้อบนหน้าและ URL

H1 หัวข้อย่อย และ URL จัดโครงหน้าให้คนและ AI อ่านง่าย

H1 คือหัวข้อใหญ่ที่สุดของหน้า เหมือนชื่อบทในหนังสือ ควรมีหนึ่งอันที่เด่นชัดและสอดคล้องกับ title ส่วน H2 และ H3 คือหัวข้อย่อยที่แบ่งเนื้อหาเป็นส่วน และ URL ควรเป็นคำที่อ่านออกและบอกเรื่องของหน้า

Google เขียนในคู่มือ title link ว่าถ้าหน้ามีหัวข้อใหญ่หลายอันที่เด่นพอ ๆ กัน Google อาจหยิบหัวข้อแรกไปใช้ จึงแนะนำให้ใส่หัวข้อหลักไว้ใน H1 อันแรกที่มองเห็น ส่วนเรื่องลำดับ SEO Starter Guide บอกว่าการเรียงหัวข้อตามลำดับดีกับโปรแกรมอ่านหน้าจอ แต่สำหรับ Google Search การเรียงข้ามลำดับไม่มีผล และไม่มีจำนวนหัวข้อในอุดมคติ

ทีนี้ฝั่ง AI Microsoft อธิบายว่า H2 และ H3 บอกว่าความคิดหนึ่งจบตรงไหนและอีกความคิดเริ่มตรงไหน และแนะนำให้เลิกใช้หัวข้อลอย ๆ อย่าง “Learn More” เปลี่ยนเป็นหัวข้อที่บอกเรื่องชัด เช่น เปลี่ยน “ข้อมูลเพิ่มเติม” เป็น “เมล็ดกาแฟคั่วกลางเหมาะกับการชงแบบไหน”

ส่วน URL คู่มือของ Google (อัปเดต 21 ต.ค. 2026) แนะนำให้ใช้คำที่อ่านออกแทนเลข ID ยาว ๆ ใช้คำในภาษาของผู้อ่านได้ และให้เข้ารหัสตัวอักษรนอก ASCII แบบ percent encoding ในลิงก์ ขณะที่ SEO Starter Guide บอกว่าคำในโดเมนหรือ URL แทบไม่มีผลต่ออันดับ นอกจากไปโผล่เป็น breadcrumb

ตัวอย่างให้เห็นภาพ คำว่า “เมล็ดกาแฟ” มี 9 ตัวอักษร พอเข้ารหัสในลิงก์จะกลายเป็น %E0%B9%80%E0%B8%A1… ยาวรวม 81 ตัวอักษร เพราะตัวอักษรไทยหนึ่งตัวใช้ 3 ไบต์ และแต่ละไบต์เขียนเป็น 3 ตัวอักษร

ถ้าให้แมวส้มเลือก URL สำหรับเว็บใหม่ แมวส้มเลือกคำอังกฤษสั้น ๆ เช่น /coffee-beans/ เพราะ Google บอกเองว่าคำใน URL แทบไม่มีผลต่ออันดับ แต่ลิงก์ยาว 81 ตัวอักษรเวลาแปะในแชตดูไม่น่าคลิก ส่วนใครใช้ URL ภาษาไทยอยู่แล้วก็ไม่ต้องรีบเปลี่ยน ด้วยเหตุผลเดียวกัน

โครงหน้าพร้อมแล้ว ต่อไปคือเส้นทางที่เชื่อมหน้าหนึ่งไปอีกหน้า ซึ่งบอทใช้เดินสำรวจเว็บคุณ

Internal link และ anchor text บอกทางทั้งคนและบอท

Internal link คือลิงก์จากหน้าหนึ่งไปอีกหน้าในเว็บเดียวกัน ส่วน anchor text คือข้อความที่คลิกได้ Google ใช้ลิงก์ค้นหาหน้าใหม่และเป็นสัญญาณว่าหน้าเกี่ยวข้องกับเรื่องอะไร anchor text ที่บอกปลายทางชัดจึงช่วยทั้งคนอ่านและ Google

Anchor แปลว่า สมอ หรือจุดยึด หรือจะพูดแบบภาษาบ้าน ๆ ก็คือ ป้ายในห้างที่เขียนว่า “ศูนย์อาหาร ชั้น 5” แทนที่จะเขียนแค่ “ไปทางนี้” นั่นเอง คู่มือลิงก์ของ Google มีหลัก 4 ข้อที่ใช้ได้ทันที

  1. ลิงก์ต้องเป็นแท็ก <a> ที่มี href ปุ่มที่ทำงานด้วยสคริปต์อย่างเดียว Google อาจดึงลิงก์ไม่ได้
  2. anchor text ต้องสื่อความหมาย กระชับ และเกี่ยวกับปลายทาง คำอย่าง “คลิกที่นี่” กว้างเกินไป
  3. ทุกหน้าที่สำคัญควรมีลิงก์จากหน้าอื่นในเว็บอย่างน้อยหนึ่งลิงก์ และไม่มีจำนวนลิงก์ในอุดมคติ
  4. รูปที่เป็นลิงก์ Google ใช้ alt ของรูปเป็น anchor text จึงต้องใส่ alt เสมอ

Google ยังใส่ลิงก์ภายในไว้ในหลัก SEO ที่ใช้กับ AI Overviews และ AI Mode และบอกว่าเจอหน้าใหม่ส่วนใหญ่ผ่านลิงก์ หน้าที่ไม่มีใครลิงก์หาจึงเสี่ยงถูกมองข้าม

แมวส้มชอบทริกหนึ่งในคู่มือนี้มาก Google แนะนำให้ลองอ่านแค่ anchor text โดยไม่ดูประโยครอบข้าง ถ้าอ่านแล้วไม่รู้ว่าปลายทางเกี่ยวกับอะไร แปลว่าต้องเขียนใหม่ ง่ายแต่จับลิงก์แบบ “คลิกที่นี่” ได้หมด

ภาพหน้าจอจริงจากเอกสาร Google Search Central ภาษาไทย หัวข้อเขียน anchor text ที่ดี ตัวอย่างไม่ดีอย่างคลิกที่นี่และอ่านเพิ่มเติม กล่องเคล็ดลับให้ลองอ่านเฉพาะ anchor text โดยไม่มีบริบท และตัวอย่างที่ดีกว่าคือรายการประเภทของชีส แคปเมื่อ 1 พ.ย. 2026
ภาพหน้าจอจริงจากเอกสาร Google Search Central ภาษาไทย หัวข้อเขียน anchor text ที่ดี ตัวอย่างไม่ดีอย่างคลิกที่นี่และอ่านเพิ่มเติม กล่องเคล็ดลับให้ลองอ่านเฉพาะ anchor text โดยไม่มีบริบท และตัวอย่างที่ดีกว่าคือรายการประเภทของชีส แคปเมื่อ 1 พ.ย. 2026

ลิงก์ภายในยังใช้จัดกลุ่มหัวข้อได้ด้วย ต่อยอดที่ Topical Authority ส่วนป้ายบอกทางที่ไม่ใช่ข้อความ อย่างรูปภาพ ก็ต้องมีป้ายชื่อของมันเหมือนกัน

รูปภาพและ alt text ทำยังไงให้ Google เข้าใจรูป

Alt text คือข้อความบรรยายรูปที่ใส่ไว้ในโค้ด ช่วยให้ Google และโปรแกรมอ่านหน้าจอรู้ว่ารูปคืออะไร รูปที่ดีต่อ SEO ต้องวางใกล้ข้อความที่เกี่ยวข้อง ตั้งชื่อไฟล์ให้สื่อความหมาย และมี alt ที่บรรยายตรง ๆ โดยไม่ยัดคีย์เวิร์ด

Alt ย่อมาจาก alternative แปลว่า ทางเลือกแทน คือข้อความแทนรูปสำหรับคนที่มองไม่เห็นรูป

คู่มือ SEO รูปภาพของ Google (อัปเดต มี.ค. 2026) เรียก alt text ว่าแอตทริบิวต์ที่สำคัญที่สุดในการให้ข้อมูลรูป Google ใช้ alt ร่วมกับระบบคอมพิวเตอร์วิทัศน์และเนื้อหาบนหน้าเพื่อเข้าใจรูป ส่วนชื่อไฟล์ให้เบาะแสเล็กน้อย เช่น my-new-black-kitten.jpg ดีกว่า IMG00023.JPG

ตัวอย่างในหน้าภาษาไทยของ Google เห็นภาพชัดมาก ไม่มี alt คือไม่ดี ยัดคำเป็นพรืดก็ไม่ดี “ลูกสุนัข” ดีกว่า และ “ลูกสุนัขพันธุ์ดัลเมเชียนกำลังเล่นวิ่งไปคาบของกลับมา” ดีที่สุด

ภาพหน้าจอจริงจากเอกสาร SEO รูปภาพของ Google ภาษาไทย ตัวอย่าง alt text ไม่ดีเพราะไม่มี alt ไม่ดีเพราะยัดคีย์เวิร์ด ดีกว่าคือลูกสุนัข และดีที่สุดคือลูกสุนัขพันธุ์ดัลเมเชียนกำลังเล่นวิ่งไปคาบของกลับมา แคปเมื่อ 1 พ.ย. 2026
ภาพหน้าจอจริงจากเอกสาร SEO รูปภาพของ Google ภาษาไทย ตัวอย่าง alt text ไม่ดีเพราะไม่มี alt ไม่ดีเพราะยัดคีย์เวิร์ด ดีกว่าคือลูกสุนัข และดีที่สุดคือลูกสุนัขพันธุ์ดัลเมเชียนกำลังเล่นวิ่งไปคาบของกลับมา แคปเมื่อ 1 พ.ย. 2026

ร้านกาแฟเอาสูตรนี้ไปใช้ได้เลย แทนที่จะเขียน alt ว่า “กาแฟ” ให้เขียนว่า “ถุงเมล็ดกาแฟคั่วกลางจากดอยช้าง ขนาด 250 กรัม วางข้างแก้วดริป”

ฝั่ง AI Google เขียนว่าฟีเจอร์ AI ดึงรูปและวิดีโอที่เกี่ยวข้องมาแสดงได้ และถ้าทำตามหลัก SEO รูปภาพอยู่แล้วก็พร้อมสำหรับ AI ไปด้วย ส่วน Microsoft เตือนว่าอย่าใส่ข้อมูลสำคัญไว้ในรูปอย่างเดียว เพราะ AI อ่านข้อความในรูปได้บ้าง แต่ยุ่งยากกว่าและแม่นน้อยกว่า

สิ่งที่แมวส้มกังวลที่สุดคือนิสัยของเว็บไทยที่ชอบทำราคา โปรโมชัน และเงื่อนไขเป็นรูปโปสเตอร์ใบเดียว ตามคำเตือนของ Microsoft ข้อมูลที่ลูกค้าถาม AI บ่อยที่สุดกลับอยู่ในที่ที่ AI อ่านยากที่สุด ทางแก้ง่ายมาก เก็บโปสเตอร์ไว้ แล้วพิมพ์ราคาและเงื่อนไขเป็นข้อความใต้รูปด้วย

รูปพร้อม ลิงก์พร้อม โครงพร้อม เหลือชั้นสุดท้ายที่ AI สนใจที่สุด คือย่อหน้าที่มันจะหยิบไปตอบ

เขียนย่อหน้าแบบตอบก่อน ให้ AI หยิบไปตอบได้ทั้งก้อน

ย่อหน้าแบบตอบก่อน (answer-first) คือย่อหน้าที่ประโยคแรกตอบคำถามของหัวข้อทันที และอ่านแยกออกมาก็ยังเข้าใจ Microsoft ระบุว่าคำตอบสั้น 1-2 ประโยคที่จบในตัวแบบนี้ AI ยกไปใช้ได้ง่าย และคนอ่านที่รีบก็ได้คำตอบตั้งแต่บรรทัดแรก

หรือจะพูดแบบภาษาบ้าน ๆ ก็คือ เพื่อนถามในแชตว่า “ส่งกี่วันถึง” ก็ตอบตัวเลขไปเลย ไม่ต้องเล่าประวัติร้านก่อน นั่นเอง

Microsoft อธิบายว่า AI อาจยกไปแค่บรรทัดเดียว หรือรวมหลายท่อนจากหลายเว็บ และให้เลี่ยงกำแพงข้อความยาว ๆ ดูตัวอย่างหน้าเรื่องจัดส่งของบ้านดอยคอฟฟี่ (ตัวเลขสมมติ)

  • ก่อนแก้ “ทางร้านให้ความสำคัญกับการจัดส่งเป็นอย่างมาก เราคัดสรรบริษัทขนส่งที่ไว้ใจได้ เพื่อให้ลูกค้าได้รับสินค้าที่สดใหม่”
  • หลังแก้ “บ้านดอยคอฟฟี่ส่งเมล็ดกาแฟภายใน 1 วันทำการหลังชำระเงิน ในกรุงเทพฯ ได้รับประมาณ 1-2 วัน ต่างจังหวัดประมาณ 2-3 วัน”

ลองคิดสภาพดูว่า.. ถ้า AI ยกไปแค่ประโยคแรก แบบก่อนแก้ไม่ได้ตอบอะไรเลย ส่วนแบบหลังแก้มีชื่อร้าน ระยะเวลา และพื้นที่ครบในประโยคเดียว

ถ้าให้แมวส้มเลือกกฎข้อเดียวจากหัวข้อนี้ แมวส้มเลือก “ประโยคแรกต้องมีชื่อเรื่องอยู่ในตัว” เช่น “บ้านดอยคอฟฟี่ส่ง…” แทน “ทางร้านส่ง…” เพราะเมื่อ Microsoft บอกว่า AI อาจยกไปแค่บรรทัดเดียว บรรทัดนั้นต้องรู้เรื่องได้โดยไม่มีบรรทัดอื่นช่วย

สูตรเขียนย่อหน้าคำตอบอยู่ใน AEO คืออะไร ตัวอย่างแก้ย่อหน้าเพิ่มเติมอยู่ใน Content Chunking วิธีเขียนส่วนคำถามที่พบบ่อยอยู่ใน FAQ SEO และเรื่องที่ Google จัดอันดับระดับท่อนอยู่ใน Passage Ranking

รู้ครบทุกชั้นแล้ว คำถามสุดท้ายคือ หน้าเว็บของคุณตอนนี้ผ่านกี่ข้อ ไปตรวจกันเลย

ตรวจ on page SEO เองใน 20 นาที ด้วยเครื่องมือฟรี

ตรวจ on page SEO เองได้ฟรีด้วยเบราว์เซอร์ Chrome, คำสั่ง site: ใน Google และ Search Console โดยไล่ดู title, meta description, H1 และ alt ของหน้าสำคัญทีละหน้า แล้วเทียบกับสิ่งที่ Google แสดงจริงในผลค้นหา ทำตาม 6 ขั้นนี้กับหน้าแรกก่อน

  1. เลือกหน้าสำคัญที่สุด 3-5 หน้า เช่น หน้าแรก หน้าสินค้าขายดี และบทความที่คนเข้าเยอะ
  2. พิมพ์ view-source: หน้าลิงก์ในช่องที่อยู่ของ Chrome เช่น view-source:https://example.co.th/coffee-beans/ จะเห็นโค้ดของหน้า
  3. กด Ctrl+F (บน Mac กด Command+F) หา <title และ name=”description” แล้วดูว่าบอกเรื่องของหน้าชัดไหม และไม่ซ้ำกับหน้าอื่น
  4. หา <h1 ดูว่ามีกี่อันและใกล้เคียงกับ title ไหม จากนั้นหา <img ดูว่าแต่ละรูปมี alt ที่บรรยายรูปจริง
  5. ค้น Google ด้วย site: ตามด้วยลิงก์หน้านั้น แล้วเทียบหัวข้อสีน้ำเงินและข้อความใต้ลิงก์กับที่คุณเขียน
  6. แก้แล้วเปิด URL Inspection ใน Search Console เพื่อดูหน้าที่ Google เห็นและขอให้เก็บหน้าใหม่ Google บอกว่าอาจใช้เวลาไม่กี่วันถึงไม่กี่สัปดาห์กว่าหัวข้อในผลค้นหาจะเปลี่ยน

สิ่งที่แมวส้มเอาไปใช้จริงจากขั้นตอนนี้คือขั้นที่ 5 เพราะเป็นขั้นเดียวที่บอกว่า Google ตีความหน้าคุณยังไง ไม่ใช่แค่คุณเขียนอะไรไว้ ถ้าหัวข้อไม่ตรงกับ title ให้สงสัยไว้ก่อนว่า title อาจว่างครึ่งหนึ่ง ล้าสมัย หรือไม่ตรงกับเนื้อหา ตามที่คู่มือของ Google ยกตัวอย่างไว้

SEO Starter Guide แนะนำให้รอสักสองสามสัปดาห์ก่อนประเมินผล ระหว่างรอ ลองไล่คำถามที่พบบ่อยข้างล่างนี้ก่อน

คำถามที่พบบ่อยเรื่อง on page SEO

On page SEO คือการปรับสิ่งที่อยู่บนหน้าเว็บของคุณเอง เช่น title, meta description, หัวข้อ, URL, ลิงก์ภายใน, รูปภาพ และเนื้อหา เพื่อให้ Google และ AI Search เข้าใจว่าหน้านั้นตอบคำถามอะไร

Google ไม่ได้กำหนดความยาวของแท็ก title แต่หัวข้อในผลค้นหาจะถูกตัดตามความกว้างของจอ ให้เขียนกระชับ ใส่คำที่บอกเรื่องของหน้าไว้ต้น และไว้ชื่อแบรนด์ท้ายสุด

ไม่ช่วยโดยตรง Google บอกว่าไม่ได้ใช้ meta description จัดอันดับ แต่บางครั้งใช้เป็นข้อความใต้ลิงก์ คำโปรยที่ดีจึงช่วยให้คนตัดสินใจคลิก ถ้าไม่มีเวลาทำครบ Google แนะนำให้เขียนของหน้าแรกและหน้าที่คนเข้าเยอะก่อน

ไม่มีตัวเลขที่ถูกต้อง Google บอกว่าความยาวเนื้อหาอย่างเดียวไม่มีผลต่ออันดับ และระบบของ Google เข้าใจคำที่ความหมายใกล้กันได้แม้ไม่ได้ใช้คำตรงตัว เขียนให้เป็นธรรมชาติก็พอ

ก่อนจากกัน แมวส้มขอสรุปไว้ประโยคเดียว on page SEO ไม่ได้ตายเพราะ AI แต่ละเอียดขึ้น ทุกหัวข้อ ทุกย่อหน้าแรก และทุกรูปต้องตอบคำถามได้เอง เริ่มจากหน้าเดียววันนี้ก็พอครับ

ภาพรวมว่างาน on-page อยู่ตรงไหนของการทำเว็บให้ AI ค้นเจอ อ่านต่อที่ AI SEO คืออะไร

แหล่งอ้างอิง

แมวส้ม

เขียนโดย

แมวส้มคือมาสคอตของทีม BIQDADDY เอเจนซี SEO และ AISO ในไทย เล่าเรื่อง AI SEO, GEO และ AEO แบบเข้าใจง่าย บทความเขียนด้วยระบบ AI ตามมาตรฐานของทีม ตรวจข้อเท็จจริงกับแหล่งต้นทาง และผ่านผู้ตรวจ AI อิสระก่อนเผยแพร่ ทีม BIQDADDY เป็นผู้ดูแลเว็บและแก้ไขเมื่อมีผู้แจ้งข้อผิดพลาด อ่านนโยบายการเขียน

เรียบเรียงเนื้อหาโดย วุฒิภัทร อุณหะกะ Co-Founder และ COO ของ BIQDADDY

อ่านต่อกับแมวส้ม

  • Off-page SEO ไม่ซื้อลิงก์ - แมวส้ม SEO

    Off-page SEO คืออะไร Backlink แบบไหนมีค่า และทำไมเสียงจากเว็บอื่นสำคัญกับคำตอบ AI

  • Meta Description คำอธิบายเมตา - แมวส้ม SEO

    Meta Description คืออะไร ควรยาวเท่าไร และยังสำคัญไหมในยุค AI

  • On page SEO คืออะไร - แมวส้ม SEO

    On Page SEO คืออะไร Checklist 10 ข้อ ทำหน้าเว็บให้ Google และ AI เข้าใจ