
สารบัญ
กลยุทธ์ AI SEO 2026 วางแผนตามประเภทธุรกิจ พร้อมแผน 90 วันที่วัดผลได้
สวัสดีครับ ใครเปิดข่าว AI SEO แล้วรู้สึกว่าต้องทำทุกอย่างพร้อมกัน หายใจลึกๆ ก่อน วันนี้แมวส้มจะช่วยเลือกว่าควรลงแรงตรงไหนก่อน AI SEO strategy คือแผนที่บอกว่าธุรกิจของคุณจะลงเวลาและงบกับงานไหนก่อน เพื่อให้ Google AI Overviews, AI Mode, ChatGPT และ Perplexity เจอ เข้าใจ และอ้างอิงเว็บคุณ โดยเลือกจากคำถามที่ลูกค้าถามจริง ไม่ใช่จากกระแส ร้านท้องถิ่น ร้านออนไลน์ ซอฟต์แวร์ B2B และเว็บคอนเทนต์ ควรเริ่มคนละจุด แล้ววัดผลด้วยตัวเลขที่เก็บได้ฟรีภายใน 90 วัน
- Google เขียนในคู่มือทางการ (อัปเดต 10 ก.ค. 2026) ว่าการทำให้ติดฟีเจอร์ AI ของ Search "ก็ยังคือ SEO" กลยุทธ์ที่ดีจึงเป็นการจัดลำดับงาน SEO ใหม่ ไม่ใช่เริ่มโปรเจกต์แยก
- คำค้นแบบเปรียบเทียบ รีวิว และคำถาม เจอ AI Overview บ่อยที่สุด (Seer Interactive, ก.พ. 2026) ธุรกิจที่ลูกค้าถามแบบนี้เยอะควรรีบกว่าคนอื่น
- ร้านท้องถิ่นเริ่มที่ Google Business Profile ร้านออนไลน์เริ่มที่ฟีดสินค้าใน Merchant Center ซอฟต์แวร์ B2B เริ่มที่หน้าเปรียบเทียบและราคา เว็บคอนเทนต์เริ่มที่ข้อมูลต้นฉบับที่ AI ทำซ้ำไม่ได้
- แผน 90 วันแบ่ง 4 ช่วง: วัดจุดเริ่มต้น แก้หน้าทำเงิน ทำข้อมูลนอกเว็บให้ตรงกัน แล้วตัดสินใจรอบถัดไปจากตัวเลข
- เครื่องมือวัดผลหลักฟรีทั้งหมด: Search Console, Bing Webmaster Tools และ GA4 เครื่องมือเสียเงินซื้อทีหลังได้
AI SEO strategy คืออะไร ต่างจาก checklist ตรงไหน
AI SEO strategy คือการเลือกว่าจะ “ไม่ทำ” อะไร ส่วน checklist คือรายการว่าทำอะไรได้บ้าง เหมือนอ่านหนังสือสอบคืนก่อนสอบ อ่านทุกบทไม่ทันแน่ๆ ต้องเลือกบทที่ออกสอบเยอะ เวลาสัปดาห์ละ 4 ชั่วโมงก็ทำ checklist ไม่ครบเหมือนกัน กลยุทธ์จึงตอบสามคำถาม คือ ลูกค้าถามอะไร คำถามไหน AI ตอบแทนบ่อย และหน้าไหนของเราควรเป็นแหล่งที่ AI หยิบไป
คู่มือ Optimizing your website for generative AI features on Google Search บอกว่า AEO และ GEO ในมุมของ Google “ก็ยังคือ SEO” ไม่ต้องมีไฟล์พิเศษ ไม่ต้องหั่นเนื้อหาเป็นชิ้นเล็ก ไม่ต้องมี schema พิเศษ สิ่งที่ย้ำคือเนื้อหาที่ไม่ใช่ของโหล (non-commodity) เว็บที่ index ได้ และข้อมูลธุรกิจกับสินค้าที่ถูกต้อง ถ้ายังสับสนสามคำนี้ อ่าน SEO GEO AEO ต่างกันอย่างไร ก่อนได้
นึกภาพร้านก๋วยเตี๋ยวสองร้านที่มีเวลาเท่ากัน ร้านแรกไล่ทำ llms.txt, schema 10 แบบ และบทความ 30 เรื่อง ร้านที่สองแค่ใส่เมนู ราคา และเวลาเปิดใน Google Business Profile ให้ครบ ร้านที่สองทำงานน้อยกว่า แต่ตรงกับคำค้น “ก๋วยเตี๋ยวเรือ ใกล้ฉัน เปิดดึก” มากกว่า รายการงานละเอียดทุกข้อ แมวส้มแยกไว้ที่ AI SEO checklist
ก่อนวางแผน ดูก่อนว่าคำถามของลูกค้าคุณโดน AI ตอบแค่ไหน
จุดเริ่มของ AI SEO strategy คือรูปแบบคำค้นของลูกค้า ไม่ใช่ขนาดธุรกิจ เพราะ AI Overview (กล่องสรุปที่ AI เขียนไว้บนสุดของหน้า Google เหมือนเพื่อนที่ชิงตอบก่อนครูเฉลย) ไม่ได้ขึ้นกับทุกคำค้นเท่ากัน คำค้นแบบเปรียบเทียบ รีวิว และคำถาม เจอกล่องสรุป AI มากกว่าคำค้นคำเดียวราว 3 เท่า ธุรกิจที่ลูกค้าถามแบบนั้นเยอะจึงได้รับผลกระทบก่อนและควรลงแรงก่อน
Seer Interactive (เม.ย. 2026) จัดกลุ่มคำค้นราว 49,000 คำตามรูปแบบข้อความ แล้วรายงานตัวเลขของคำค้นเชิงข้อมูลเดือนกุมภาพันธ์ 2026 ว่าคำค้นแบบ “X vs Y” เจอ AI Overview 95.4% คำค้นรีวิว 86.3% คำถาม 85.9% คำค้นที่มีคำว่าราคาหรือซื้อ 83.4% คำค้นแบบ “ที่ดีที่สุด” 81.3% และคำค้น “ใกล้ฉัน” 76.9% ส่วนคำค้นคำเดียวเจอ 27.3% ข้อจำกัดคือมาจาก 53 แบรนด์ในชุดข้อมูลของ Seer ไม่ได้แยกภาษาไทย บางกลุ่มมีคำค้นไม่มาก (กลุ่ม X vs Y มี 280 คำ) และ Seer บอกเองว่าใช้ดูทิศทาง ไม่ได้พิสูจน์เหตุและผล
ตัวเลขถัดไปคือ CTR หรืออัตราคลิก เอาง่ายๆ คือจาก 100 คนที่เห็นลิงก์คุณ มีกี่คนกดเข้ามา ในชุดข้อมูลเดียวกัน ตลอดปี 2025 คำค้นเชิงข้อมูลที่มี AI Overview และแบรนด์ถูกอ้างอิง ได้ CTR ออร์แกนิกเฉลี่ย 2.07% ไม่ถูกอ้างอิงเหลือ 0.94% และไม่มี AI Overview อยู่ที่ 3.35% แปลว่าเมื่อกล่อง AI โผล่ การถูกอ้างอิงคือตัวแยกคนที่ยังได้คลิกออกจากคนที่แทบไม่ได้อะไร ตัวเลขนี้แมวส้มดูแล้วใจหายนิดๆ แต่ก็ดีใจที่มันบอกชัดว่าต้องสู้ตรงไหน
วิธีเช็กเองใน 30 นาที
- เปิด Search Console ไปที่ Performance แล้วดูแท็บ Queries เรียงตาม Impressions ส่งออก 100 คำค้นแรก
- จัดกลุ่มแต่ละคำเป็น 6 แบบ: เปรียบเทียบ, รีวิว, คำถาม, ราคา, ใกล้ฉัน และชื่อแบรนด์หรือชื่อสินค้าล้วน
- เลือกคำที่ทำเงินที่สุด 20 คำ ค้นในหน้าต่างไม่ระบุตัวตน จดว่ามี AI Overview ไหม และเว็บคุณถูกอ้างอิงไหม
- ถ้ากลุ่มเปรียบเทียบ รีวิว และคำถาม รวมกันเกินครึ่งของ 20 คำ ให้ AI SEO อยู่อันดับต้นของแผนไตรมาสนี้ ถ้าส่วนใหญ่เป็นชื่อแบรนด์ล้วน งาน SEO และการตลาดปกติยังสำคัญกว่า
AI SEO strategy แยกตามประเภทธุรกิจ เริ่มตรงไหนก่อน
ธุรกิจแต่ละประเภทควรเริ่มจากช่องทางที่ AI ใช้ดึงข้อมูลของธุรกิจแบบนั้นจริง คู่มือของ Google ระบุว่าคำตอบ AI อาจแสดงรายการสินค้าและข้อมูลธุรกิจท้องถิ่น และ Merchant Center กับ Google Business Profile ช่วยให้สินค้าและบริการไปปรากฏในคำตอบเหล่านั้นได้ ตารางนี้สรุปลำดับที่แมวส้มแนะนำสำหรับไตรมาสแรก
| ประเภทธุรกิจ | คำค้นที่ลูกค้าใช้บ่อย | งานอันดับ 1 | เลื่อนไปทีหลังได้ | ตัวเลขหลักที่ต้องดู |
|---|---|---|---|---|
| ร้านท้องถิ่น (ร้านอาหาร คลินิก ช่างซ่อม) | ใกล้ฉัน, ราคา, เปิดกี่โมง | Google Business Profile ครบและตรงกับหน้าเว็บ | บทความบล็อกจำนวนมาก, llms.txt | โทร เส้นทาง ข้อความจากโปรไฟล์ร้าน |
| อีคอมเมิร์ซ | ราคา, ยี่ห้อไหนดี, เทียบรุ่น | ฟีดสินค้าใน Merchant Center ถูกต้อง + ข้อเท็จจริงในหน้าสินค้า | ปุ่มซื้อผ่าน AI ของ Google (UCP) ที่ยังเปิดเฉพาะร้านที่ได้รับเลือกในบางประเทศ ยังไม่มีไทย | ยอดขายจากช่อง Organic Search และ AI Assistant |
| B2B / SaaS | X vs Y, ราคา, รีวิว | หน้าเปรียบเทียบและหน้าราคาที่ตอบตรง | บทความความรู้ทั่วไปที่ใครก็เขียนได้ | ลีดหรือ demo ที่มาจากหน้าเปรียบเทียบ |
| คอนเทนต์ / สื่อ | คำถาม, วิธีทำ, ความหมาย | ข้อมูลต้นฉบับ รูปถ่ายเอง ราคาที่ตรวจเอง | บทความสรุปจากเว็บอื่น | ผู้ติดตามตรง เช่น LINE OA หรือจดหมายข่าว |
ร้านท้องถิ่น: ทำโปรไฟล์ร้านให้ AI อ่านแล้วตอบถูก
ร้านท้องถิ่นควรใช้เวลาครึ่งแรกของแผนกับ Google Business Profile (หน้าโปรไฟล์ร้านที่ขึ้นบน Google Maps เหมือนป้ายหน้าร้านเวอร์ชันออนไลน์) เพราะคำค้น “ใกล้ฉัน” เจอ AI Overview 76.9% ในข้อมูลของ Seer และ Google ระบุว่าโปรไฟล์ธุรกิจช่วยให้บริการไปปรากฏในคำตอบ AI
ตัวอย่างสมมติ: ร้านล้างแอร์ย่านบางนา ลูกค้าพิมพ์ “ล้างแอร์ บางนา ราคา” หรือถาม AI Mode ว่า “ล้างแอร์ 12000 btu ราคาเท่าไร บางนา” ถ้าโปรไฟล์และหน้าเว็บไม่มีราคา AI ก็ต้องไปเอาราคาจากร้านอื่น งานที่ควรทำคือใส่บริการพร้อมราคาเริ่มต้นในโปรไฟล์ ทำหน้าเว็บหนึ่งหน้าต่อหนึ่งบริการที่บอกราคา พื้นที่ และเวลาที่ใช้ แล้วทำชื่อ ที่อยู่ เบอร์ ให้ตรงกันทุกที่ เพื่อให้ AI ไม่สับสนว่าร้านคุณคือร้านไหน
อีคอมเมิร์ซ: ฟีดสินค้าคือหน้าร้านที่ AI อ่าน
ร้านออนไลน์ควรเริ่มที่ฟีดสินค้า เพราะคู่มือของ Google ระบุตรงๆ ว่า Merchant Center feeds ช่วยให้สินค้าไปปรากฏในคำตอบ AI ฟีดสินค้าก็คือใบรายการสินค้าที่ส่งให้ Google อ่าน เหมือนใบเมนูที่ร้านข้าวมันไก่ส่งให้แอปเดลิเวอรี ราคา สต็อก และชื่อรุ่นในฟีดต้องตรงกับหน้าเว็บเสมอ ไม่อย่างนั้น AI อาจตอบราคาเก่า
ตัวอย่างสมมติ: ร้านเมล็ดกาแฟออนไลน์ ลูกค้าถามว่า “เมล็ดกาแฟคั่วกลาง สำหรับดริป ยี่ห้อไหนดี” หน้าที่มีแค่รูปกับคำว่า “หอม กลมกล่อม” ให้ข้อมูล AI น้อยมาก หน้าที่ระบุแหล่งปลูก ระดับและวันที่คั่ว รสชาติ และวิธีชง ให้ข้อเท็จจริงที่ AI หยิบไปเทียบได้ เติมคู่มือเลือกซื้อแบบเปรียบเทียบอีก 2-3 หน้า เพราะคำค้นแบบเปรียบเทียบและ “ที่ดีที่สุด” เจอ AI Overview มากกว่า 80% ในข้อมูลของ Seer อย่าลืมเปิดให้ OAI-SearchBot (บอทที่ ChatGPT ส่งมาเก็บข้อมูลหน้าเว็บ) เข้าได้ใน robots.txt ถ้าอยากโผล่ใน ChatGPT Search ปิดประตูใส่มันแล้วมานั่งน้อยใจว่า ChatGPT ไม่รู้จักร้าน ก็ไม่แฟร์กับมันนะ
ที่ยังไม่ต้องรีบคือการขายจบในหน้า AI หน้าช่วยเหลือ Merchant Center ระบุว่าปุ่มซื้อผ่าน Universal Commerce Protocol (UCP) ใน AI Mode และ Gemini ยังเปิดให้ร้านที่ได้รับเลือกเท่านั้น และใช้กับสินค้าในสหรัฐ แคนาดา และออสเตรเลีย ยังไม่มีไทย ฝั่ง OpenAI หน้า ChatGPT for merchants บอกว่าการช้อปใน ChatGPT ยังเปิดเฉพาะผู้ใช้ในสหรัฐ ร้านส่งฟีดสินค้าผ่าน Agentic Commerce Protocol และลูกค้าไปจ่ายเงินที่เว็บของร้านเอง สรุปคือร้านไทยยังไม่ต้องลงแรงตรงนี้ เอาแรงไปทำฟีดและหน้าสินค้าให้ดีก่อน เพราะ Google บอกแล้วว่าฟีด Merchant Center ช่วยให้สินค้าโผล่ในคำตอบ AI ได้ตั้งแต่วันนี้
B2B และ SaaS: ชนะที่หน้าเปรียบเทียบ
ธุรกิจ B2B ควรเริ่มที่หน้าเปรียบเทียบ หน้าราคา และรีวิว เพราะลูกค้าเทียบนานก่อนซื้อ และคำค้น “X vs Y” เจอ AI Overview สูงสุดที่ 95.4% ถ้าคุณไม่เขียนหน้าเทียบเอง AI ก็ไปสรุปจากหน้าของคู่แข่ง ซึ่งแน่นอนว่าเขาไม่ได้เขียนให้คุณดูดีหรอก
ตัวอย่างสมมติ: โปรแกรมบัญชีออนไลน์สำหรับ SME ลูกค้าถาม ChatGPT ว่า “โปรแกรมบัญชีออนไลน์ SME ตัวไหนรองรับ e-Tax Invoice” หน้าที่ช่วยได้คือตารางเทียบฟีเจอร์ที่บอกตรงๆ ว่ามีอะไรและไม่มีอะไร หน้าราคาที่ไม่ต้องกรอกฟอร์มก่อนดู และการมีชื่อในเว็บรีวิวซอฟต์แวร์ที่ลูกค้าอ่านจริง ถ้ามีหน้าเอกสารสำหรับนักพัฒนา ไฟล์ llms.txt คุ้มทำในกลุ่มนี้มากกว่ากลุ่มอื่น
คอนเทนต์และสื่อ: ทำสิ่งที่ AI สรุปแทนไม่ได้
ใครทำเว็บคอนเทนต์อยู่ แมวส้มเข้าใจเลยว่าช่วงนี้เหนื่อย เว็บคอนเทนต์โดนผลกระทบแรงที่สุด เพราะคำค้นเชิงข้อมูลคือคำค้นที่ AI ตอบจบในหน้าผลค้นหาได้ Ahrefs (ก.พ. 2026) เทียบข้อมูล desktop เดือนธันวาคม 2023 กับธันวาคม 2025 พบว่าเมื่อมี AI Overview ผลอันดับ 1 ได้ CTR เฉลี่ยต่ำลง 58% เป็นความสัมพันธ์ ไม่ใช่การพิสูจน์ว่า AI เป็นสาเหตุทั้งหมด แต่ทิศทางตรงกับข้อมูลของ Seer
ตัวอย่างสมมติ: เว็บรีวิวที่เที่ยวเชียงใหม่ บทความ “10 คาเฟ่เชียงใหม่” แบบที่ทุกเว็บมี AI สรุปแทนได้ทันที แต่บทความที่ไปจริง ถ่ายรูปเอง จดราคาเมนูพร้อมวันที่ และบอกว่าร้านไหนที่จอดรถเต็มตั้งแต่ 10 โมง คือ non-commodity ของจริง (ข้อมูลที่ไม่ใช่ของโหล หาก๊อปจากที่อื่นไม่ได้ เหมือนสูตรลับของร้าน) อีกขาของแผนคือดึงคนอ่านมาเป็นผู้ติดตามตรง จะได้ไม่พึ่งคลิกจาก Search อย่างเดียว
แผน 90 วัน AI SEO ทำอะไรสัปดาห์ไหน
แผน 90 วันที่ใช้ได้กับทุกประเภทธุรกิจแบ่งเป็น 4 ช่วง คือ สัปดาห์ 1-2 วัดจุดเริ่มต้น, สัปดาห์ 3-6 แก้หน้าทำเงิน, สัปดาห์ 7-10 ทำข้อมูลนอกเว็บให้ตรงกัน และสัปดาห์ 11-13 วัดซ้ำแล้วตัดสินใจ สิ่งที่เปลี่ยนตามประเภทธุรกิจคือ “หน้าทำเงิน” ในช่วงที่สอง ส่วนที่แมวส้มชอบที่สุดคือช่วงแรก เพราะพอมีตัวเลขตั้งต้น วันที่ 90 คุณจะรู้จริงว่าอะไรขยับ ไม่ต้องเดา
- สัปดาห์ 1-2 วัดจุดเริ่มต้น: เช็กว่า robots.txt ไม่ได้บล็อก Googlebot, Bingbot และ OAI-SearchBot (วิธีอยู่ใน AI Crawler และ robots.txt) เช็กว่าตัวคุม Search generative AI ใน Search Console ตั้งเป็น Include จดตัวเลขจากรายงาน Generative AI performance จดจำนวน session ช่อง AI Assistant ใน GA4 และถามคำถามลูกค้า 20 ข้อใน ChatGPT, Perplexity, Gemini และ AI Mode เก็บคำตอบไว้ในชีต
- สัปดาห์ 3-6 แก้หน้าทำเงิน 10 หน้า: เลือกจากคำค้น 20 คำที่จดไว้ แก้ย่อหน้าแรกให้ตอบทันที ใส่ตัวเลขจริง (ราคา เวลา เงื่อนไข) และทำงานอันดับ 1 ของประเภทธุรกิจคุณ
- สัปดาห์ 7-10 ทำข้อมูลนอกเว็บให้ตรงกัน: ดูว่าคำตอบ AI ในชีตอ้างเว็บไหนซ้ำๆ แล้วทำข้อมูลของคุณในที่เหล่านั้นให้ถูก เช่น ขอรีวิวจริงจากลูกค้า อัปเดตไดเรกทอรีสมาคม แก้ข้อมูลเก่าในโซเชียล
- สัปดาห์ 11-13 วัดซ้ำและตัดสินใจ: ถามคำถามชุดเดิม 20 ข้อ เทียบตัวเลขกับสัปดาห์ 1-2 แล้วใช้กติกาตัดสินใจด้านล่าง
กติกาตัดสินใจวันที่ 90 มีสามข้อ ถ้า impressions ในรายงาน Generative AI เพิ่มแต่ session ไม่เพิ่ม ให้ดูว่าหน้าที่ถูกแสดงมีเหตุผลให้คลิกต่อไหม เช่น ตารางราคาเต็มหรือเครื่องคำนวณ ถ้าคำตอบ AI เริ่มพูดถึงแบรนด์แต่ข้อมูลผิด งานรอบถัดไปคือข้อมูลนอกเว็บ ถ้าไม่มีอะไรขยับเลย ให้เช็กเรื่อง index ก่อนโทษเนื้อหา index คือการที่ Google รับหน้าเว็บเข้าคลังแล้ว เหมือนหนังสือที่ถูกลงทะเบียนในห้องสมุด หนังสือดีแค่ไหน ถ้ายังไม่ขึ้นชั้นก็ไม่มีใครยืมได้
งบน้อย เวลาน้อย เลือกทำอะไรก่อน
เวลาน้อยไม่ใช่ความผิดของใคร ถ้ามีเวลาน้อย ให้ตัดงานที่ไม่มีแพลตฟอร์มไหนยืนยันว่าใช้ แล้วเก็บแรงไว้กับหน้าทำเงินและข้อมูลธุรกิจ ตารางนี้เทียบสามระดับเวลาที่พบบ่อย
| เวลาที่มี | ทำได้ใน 90 วัน | ตัดทิ้งไปก่อน |
|---|---|---|
| เจ้าของทำเอง 4 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ | วัดจุดเริ่มต้น, แก้ 5 หน้าทำเงิน, งานอันดับ 1 ของประเภทธุรกิจ | บทความใหม่, schema หลายแบบ, เครื่องมือติดตาม AI แบบเสียเงิน |
| มีคนดูเว็บ 1-2 วันต่อสัปดาห์ | ครบ 4 ช่วงของแผน 90 วัน, แก้ 10 หน้า, ไล่ข้อมูลนอกเว็บ | การผลิตบทความจำนวนมากด้วย AI โดยไม่มีข้อมูลของตัวเอง |
| ทีมภายในหรือจ้างเอเจนซี | แผน 90 วัน + เนื้อหาต้นฉบับ + งานเทคนิคเชิงลึก + รายงานรายเดือน | แพ็กเกจที่ขาย “คะแนน AI” ตัวเดียวโดยไม่บอกวิธีคิด |
ค่าเครื่องมือใน 90 วันแรกเป็นศูนย์ได้จริง Search Console, Bing Webmaster Tools และ GA4 ใช้ฟรี เครื่องมือติดตาม AI แบบเสียเงินควรซื้อหลังรู้แล้วว่าคำถามชุดไหนสำคัญ ถ้าอยากให้ทีมทำให้ทั้งแผน ดูรายละเอียดบริการได้ที่ บริการ GEO ของ BIQDADDY
เรื่องที่ไม่ควรประหยัดคือเวลาของคนที่รู้ธุรกิจจริง ข้อเท็จจริงเฉพาะอย่างราคา ระยะเวลาส่งของ และข้อจำกัดของบริการ คนนอกเขียนแทนไม่ได้ ต่อให้ใช้ AI ช่วยร่างก็ต้องมีคนในร้านเติม
วัดผล AI SEO strategy ยังไงให้รู้ว่าเดินถูกทาง
วัดผลให้ครบ 3 ชั้น คือ การถูกแสดงจากรายงานแพลตฟอร์ม การถูกพูดถึงจากการเช็กด้วยมือ และผลทางธุรกิจ ชั้นแรกขยับเร็วแต่ยังไม่ใช่เงิน ชั้นสุดท้ายคือเงินแต่ขยับช้า ดูชั้นเดียวจะตัดสินแผนผิด ศัพท์ที่ต้องรู้มีสามคำ impressions คือจำนวนครั้งที่ลิงก์คุณถูกเห็น เหมือนจำนวนคนที่เดินผ่านป้ายร้าน session คือการเข้าเว็บหนึ่งครั้ง และ conversion คือการทำสิ่งที่คุณอยากให้ทำ เช่น โทร สั่งซื้อ กรอกฟอร์ม
| ชั้น | ตัวเลข | ดูที่ไหน | ข้อจำกัด |
|---|---|---|---|
| 1. ถูกแสดง | Impressions ใน AI Overviews และ AI Mode รายหน้า | Search Console รายงาน Generative AI performance | มีแต่ impressions ไม่มีคลิก ไม่มีคำค้น และรวม AI Overviews กับ AI Mode ไว้ด้วยกัน |
| 1. ถูกแสดง | จำนวนครั้งที่ถูกอ้างอิงใน Copilot และ Bing | Bing Webmaster Tools รายงาน AI Performance | เปิดเป็น public preview เมื่อ 10 ก.พ. 2026 ตัวเลขไม่ได้บอกอันดับหรือตำแหน่งในคำตอบ |
| 2. ถูกพูดถึง | แบรนด์ถูกพูดถึง ถูกแปะลิงก์ ข้อมูลถูกไหม | ชีตคำถาม 20 ข้อของคุณ | คำตอบเปลี่ยนตามผู้ใช้และรอบที่ถาม |
| 3. ผลธุรกิจ | Session และ conversion ช่อง AI Assistant | GA4 Traffic acquisition | คลิกจาก AI Overviews และ AI Mode ถูกนับรวมใน Organic Search |
ข้อจำกัดในตารางมาจากหน้าช่วยเหลือของ Generative AI performance report และ Default channel group ของ GA4 ซึ่งเขียนชัดว่าช่อง AI Assistant ไม่รวม AI Overviews และ AI Mode แต่ Organic Search รวมไว้ ร้านที่ลูกค้ามาจาก Google เป็นหลักจึงเห็นผลใน Organic Search มากกว่าช่อง AI Assistant
ช่อง AI Assistant ยังจับแหล่งไม่ครบ Search Engine Journal (ก.ค. 2026) รายงานว่า Perplexity ยังตกไปอยู่ช่อง Referral จึงควรทำ custom channel group เสริม คือตั้งกลุ่มช่องทางเองใน GA4 เหมือนแยกกล่องจดหมายเองเมื่อบุรุษไปรษณีย์จัดผิดกล่อง (regex พร้อมใช้อยู่ในบทความ AI Visibility ด้านล่าง)
ตัวเลขหลักของชั้นที่ 3 เลือกตามประเภทธุรกิจตามตารางแรก วิธีวัดการถูกพูดถึงแบบละเอียดอยู่ที่ AI Visibility คืออะไร
ความผิดพลาดที่ทำให้แผน AI SEO เสียของ
แผนส่วนใหญ่พังเพราะลงแรงกับงานที่ดูเหมือน “ทำเพื่อ AI” แต่ Google เขียนไว้แล้วว่าไม่ต้องทำ หรือผิดนโยบายด้วยซ้ำ สี่เรื่องนี้เจอบ่อยที่สุด ตรงนี้พลาดแล้วเจ็บนะ อ่านช้าๆ
- สร้างหน้าจำนวนมากไล่ตามทุกคำค้นย่อย: fan-out query คือคำถามย่อยที่ AI แตกออกมาเองตอนหาคำตอบ เหมือนครูถามข้อใหญ่แล้วเราแตกเป็นข้อย่อยในหัว คู่มือของ Google ระบุว่าการปั๊มหน้าจำนวนมากไล่ทุกรูปแบบคำค้นหรือ fan-out query เพื่อปั่นอันดับ ผิดนโยบาย scaled content abuse (การผลิตเนื้อหาเยอะๆ แบบปั๊มเพื่อปั่นอันดับ) ทำหน้าเดียวที่ตอบครบดีกว่า
- ไล่ซื้อการถูกพูดถึง: Google ใส่การหา mention ที่ไม่จริงไว้ในหมวดสิ่งที่ไม่ต้องทำ การถูกพูดถึงที่ได้ผลมาจากลูกค้าและสื่อในวงการจริง
- เริ่มจากไฟล์และ markup: llms.txt และ schema พิเศษไม่ใช่เงื่อนไขของ Google Search ทำได้ถ้าเหลือเวลา แต่ไม่ใช่งานสัปดาห์แรก
- เชื่อเครื่องมือที่อ้างข้อมูลภายใน: Google เขียนว่า “No third-party tool has access to our internal ranking or AI systems” เครื่องมือที่สัญญาว่าติด AI Overview แน่นอนจึงควรตัดออกจากงบ
คำถามที่พบบ่อย
แหล่งอ้างอิง
- Optimizing your website for generative AI features on Google Search โดย Google Search Central (อัปเดต ก.ค. 2026)
- Generative AI performance report โดย Google Search Console Help (ตรวจเมื่อ ต.ค. 2026)
- Search generative AI control โดย Google Search Console Help (ตรวจเมื่อ ต.ค. 2026)
- [GA4] Default channel group โดย Google Analytics Help (ตรวจเมื่อ ต.ค. 2026)
- Introducing AI Performance in Bing Webmaster Tools Public Preview โดย Microsoft Bing (ก.พ. 2026)
- AIO Impact on Google CTR: 2026 Update โดย Seer Interactive (เม.ย. 2026)
- Update: AI Overviews Reduce Clicks by 58% โดย Ahrefs (Ryan Law) (ก.พ. 2026)
- How To Track AI Traffic In GA4 Without Undercounting It โดย Search Engine Journal (ก.ค. 2026)
- About the Universal Commerce Protocol (UCP) and UCP-powered checkout feature on Google โดย Google Merchant Center Help (ตรวจเมื่อ ต.ค. 2026)
- Shopping in ChatGPT for merchants โดย OpenAI (ตรวจเมื่อ ต.ค. 2026)
เขียนโดย
แมวส้มคือมาสคอตของทีม BIQDADDY เอเจนซี SEO และ AISO ในไทย เล่าเรื่อง AI SEO, GEO และ AEO แบบเข้าใจง่าย บทความเขียนด้วยระบบ AI ตามมาตรฐานของทีม ตรวจข้อเท็จจริงกับแหล่งต้นทาง และผ่านผู้ตรวจ AI อิสระก่อนเผยแพร่ ทีม BIQDADDY เป็นผู้ดูแลเว็บและแก้ไขเมื่อมีผู้แจ้งข้อผิดพลาด อ่านนโยบายการเขียน
เรียบเรียงเนื้อหาโดย วุฒิภัทร อุณหะกะ Co-Founder และ COO ของ BIQDADDY












