Gemini SEO ต้องทำอะไร - แมวส้ม SEO

สารบัญ

Gemini SEO ทำเว็บให้ Gemini ดึงไปตอบ และเรื่อง Google-Extended ที่คนเข้าใจผิด

·ตุลาคม 20, 2026·AI Search·

สวัสดีครับ วันนี้แมวส้มมาเคลียร์เรื่อง Gemini กับ Google-Extended ที่คนเข้าใจผิดกันเยอะมาก Gemini SEO คือการทำเว็บให้ Gemini หยิบข้อมูลไปตอบและแนบลิงก์กลับมาหาเรา เมื่อแอป Gemini ต้องใช้ข้อมูลล่าสุด มันดึงเนื้อหาจากดัชนีของ Google Search มาประกอบคำตอบ เรียกว่า grounding ฐานของ Gemini SEO จึงเป็นเรื่องเดียว หน้าเว็บต้องถูก Google index ก่อน

Gemini SEO คืออะไร ต่างจาก SEO ปกติแค่ไหน

Gemini SEO คือ SEO ปกติที่เพิ่มเป้าหมายใหม่หนึ่งข้อ จากเดิมแค่อยากติดอันดับ กลายเป็นอยากให้ย่อหน้าของเราถูกหยิบไปเป็นคำตอบของ Gemini พร้อมลิงก์อ้างอิง เครื่องมือพื้นฐานเหมือนเดิมเกือบทั้งหมด เพราะ Gemini ยืนอยู่บนดัชนีเดียวกับ Google Search ใครทำ SEO มาดีอยู่แล้ว สบายใจได้เลย

สนามนี้ไม่เล็กเลย Google ประกาศเมื่อ 11 สิงหาคม 2026 ว่าแอป Gemini มีผู้ใช้เกิน 1 พันล้านคนต่อเดือน สิ่งที่ต่างจาก SEO เดิมคือหน่วยของการแข่งขัน ใน Google Search คุณแข่งกันทั้งหน้า ใน Gemini คุณแข่งกันระดับย่อหน้า คำถามอย่าง “วิธียื่นภาษีออนไลน์ 2569 ต้องเตรียมเอกสารอะไรบ้าง” Gemini อาจเอาขั้นตอนจากเว็บหนึ่ง เอารายการเอกสารจากอีกเว็บ แล้วเรียงเป็นคำตอบเดียว คล้ายแกงส้มหนึ่งหม้อที่ผักมาจากหลายแผงในตลาด ไม่มีแผงไหนได้เครดิตทั้งหม้อ แต่แผงที่มีของตรงกับที่ต้องการถูกหยิบไปใช้

ณ เวลาที่เขียน Google ยังไม่เปิดเผยว่าแอป Gemini ให้น้ำหนักอะไรในการเลือกลิงก์ และแมวส้มยังไม่พบงานวิจัยสาธารณะที่วัดเรื่องนี้กับ query ภาษาไทย สิ่งที่พูดได้อย่างมั่นใจคือหน้าที่ไม่อยู่ในดัชนีไม่มีสิทธิ์ถูกใช้ grounding หลักคิดภาพรวมของการทำเว็บให้ AI เลือกอยู่ใน คู่มือ AI SEO ฉบับแมวส้ม

Gemini ดึงข้อมูลจากเว็บมาตอบได้อย่างไร

Gemini ได้ข้อมูลจากเว็บสองทาง ทางแรกคือข้อมูลที่ใช้เทรนโมเดล ซึ่งเก่าและแนบลิงก์ไม่ได้ ทางที่สองคือ grounding หรือการดึงเนื้อหาจากดัชนี Google Search มาให้โมเดลอ่านตอนที่ผู้ใช้ถาม เพื่อให้คำตอบถูกต้องและทันสมัยขึ้น ทางที่สองนี้แหละที่ทำให้เว็บได้ลิงก์ และเป็นสนามหลักของ Gemini SEO

ภาพประกอบ Gemini ได้ข้อมูลสองทาง จากความรู้ที่เทรนมา และจากดัชนี Google Search ตอนตอบ

นึกภาพพนักงานร้านชาบูสองคน คนหนึ่งตอบลูกค้าจากที่จำได้ตอนฝึกงานเมื่อหลายเดือนก่อน อีกคนเดินไปดูกระดานโปรโมชันวันนี้ก่อนแล้วค่อยตอบ คนแรกคือความรู้จากการเทรน คนที่สองคือ grounding และกระดานนั้นก็คือหน้าเว็บของคุณ ถ้ากระดานไม่ได้ติดไว้ในที่ที่ Google มองเห็น พนักงานคนที่สองก็ไม่มีอะไรให้อ่าน น่าเสียดายแย่

Google ไม่ได้เปิดเผยขั้นตอนภายในของแอป Gemini ทั้งหมด แต่เอกสาร Gemini API เรื่อง Grounding with Google Search อธิบายลำดับงาน grounding ฝั่งนักพัฒนาไว้ 5 ขั้น ใช้เป็นภาพประกอบได้ แม้แอปจริงอาจต่างในรายละเอียด

  1. User prompt แอปส่งคำถามของผู้ใช้ไปให้โมเดล
  2. Prompt analysis โมเดลวิเคราะห์ว่าการค้น Google จะช่วยให้ตอบดีขึ้นไหม
  3. Google Search ถ้าจำเป็น โมเดลสร้างคำค้นเองหนึ่งหรือหลายคำแล้วสั่งค้น
  4. Search results processing โมเดลอ่านผลค้นหาแล้วสังเคราะห์ข้อมูล
  5. Grounded response คำตอบมี citation (การอ้างแหล่งแบบเชิงอรรถในรายงาน) ผูกข้อความแต่ละช่วงเข้ากับ URL ต้นทาง

ลำดับ grounding 5 ขั้นตามเอกสาร Gemini API รับคำถาม ตัดสินว่าต้องค้นไหม แตกคำค้นแล้วค้น Google อ่านผล และตอบพร้อม citation
ลำดับ grounding 5 ขั้นตามเอกสาร Gemini API รับคำถาม ตัดสินว่าต้องค้นไหม แตกคำค้นแล้วค้น Google อ่านผล และตอบพร้อม citation

ตัวอย่างในเอกสารแสดงว่าโมเดลแปลงคำถามของผู้ใช้เป็นคำค้นสั้นๆ เช่น “UEFA Euro 2024 winner” หน้าที่ติดอันดับดีสำหรับคำค้นย่อยแบบนี้จึงน่าจะได้เปรียบ ส่วนในแอป Gemini หน้าช่วยเหลือของ Google ระบุว่าลิงก์แหล่งข้อมูลและเนื้อหาที่เกี่ยวข้องอยู่หลังปุ่ม Sources ท้ายคำตอบ หรือแทรกอยู่ในคำตอบ และไม่ใช่ทุกคำตอบจะมีลิงก์ อยากเห็นภาพรวมว่า AI ค่ายต่างๆ ค้นแล้วตอบยังไง อ่านต่อที่ AI Search ทำงานยังไง

Gemini มีหลายช่องทาง แต่ละช่องคุมด้วยอะไร

คำว่า “Gemini” ถูกใช้กับหลายผลิตภัณฑ์ และแต่ละตัวใช้ตัวคุมไม่เหมือนกัน ชื่อเดียวหลายร่างแบบร้านที่มีทั้งหน้าร้าน เดลิเวอรี และรับจัดเลี้ยง แต่ละช่องมีกติกาของตัวเอง ความเข้าใจผิดที่เจอบ่อยคือคิดว่าบล็อก Google-Extended แล้วจะหายจาก AI Overviews ด้วย ซึ่งไม่จริง ตารางนี้สรุปจากเอกสาร crawler และหน้าช่วยเหลือ Search Console ของ Google ณ วันที่ 19 ตุลาคม 2026

ช่องทาง ใช้เนื้อหาเว็บยังไง ตัวคุมฝั่งเจ้าของเว็บ
แอป Gemini (เว็บและมือถือ) grounding จากดัชนี Google Search ตอนตอบ Google-Extended ใน robots.txt
Grounding with Google Search บน Vertex AI ค้น Google แล้วแนบ citation ให้แอปขององค์กร Google-Extended
Grounding with Google Search ใน Gemini Developer API (ai.google.dev) กลไกเดียวกันสำหรับนักพัฒนา เอกสาร Google-Extended ไม่ได้ระบุถึง ณ 19 ต.ค. 2026
การเทรน Gemini รุ่นต่อไป ใช้เนื้อหาที่ Google crawl ได้เป็นข้อมูลเทรน Google-Extended
AI Overviews และ AI Mode ใน Google Search ใช้หน้าที่ index แล้วเป็นลิงก์สนับสนุน ทั้งเว็บ: สวิตช์ Search generative AI (Search Console > Settings) รายหน้า: nosnippet, data-nosnippet, max-snippet
Gemini Notebook (ผู้ใช้ใส่ URL เป็นแหล่งข้อมูลเอง) เปิดหน้าเฉพาะ URL ที่ผู้ใช้ส่งให้ เป็น user-triggered fetcher ซึ่งโดยทั่วไปไม่ทำตาม robots.txt

สองแถวล่างสำคัญมาก ถ้าเป้าหมายคือ AI ในหน้าค้นหาของ Google ให้อ่านต่อที่ วิธีทำให้เว็บติด AI Overviews และ Google AI Mode คืออะไร เพราะสนามนั้นไม่ได้คุมด้วย Google-Extended

Google-Extended คุมอะไร และไม่คุมอะไร

Google-Extended คือ product token ใน robots.txt ที่ให้เจ้าของเว็บเลือกว่าเนื้อหาที่ Google crawl ไปแล้ว จะถูกใช้เทรน Gemini รุ่นต่อไป และใช้ grounding ในแอป Gemini กับ Grounding with Google Search บน Vertex AI หรือไม่ มันไม่มีผลต่อการอยู่ใน Google Search และ Google ระบุว่าไม่ได้ใช้เป็นสัญญาณจัดอันดับ

ตารางว่า Google-Extended กับสวิตช์ Search generative AI ใน Search Console คุมอะไร Google-Extended คุมการเทรนและ grounding ในแอป Gemini ส่วนสวิตช์คุม AI Overviews และ AI Mode
ตารางว่า Google-Extended กับสวิตช์ Search generative AI ใน Search Console คุมอะไร Google-Extended คุมการเทรนและ grounding ในแอป Gemini ส่วนสวิตช์คุม AI Overviews และ AI Mode

เอาง่ายๆ token นี้เหมือนป้าย “ห้ามถ่ายรูปเมนูไปทำสูตร” ที่แปะหน้าร้าน ไม่ได้ห้ามคนเข้าร้าน แค่บอกว่าเอาของในร้านไปใช้ต่อแบบไหนได้บ้าง Google ประกาศ token นี้ครั้งแรกเมื่อ 28 กันยายน 2023 ตอนนั้นใช้กับ Bard และ Vertex AI ส่วนขอบเขตเรื่อง grounding ปรากฏในเอกสาร crawler ปัจจุบัน อีกเรื่องที่ควรรู้ Google-Extended ไม่ใช่บอทอีกตัว เอกสารของ Google เขียนว่ามันไม่มี user agent ของตัวเองใน HTTP request การ crawl ยังทำโดย user agent เดิมของ Google ส่วน token นี้มีไว้เป็นตัวควบคุมการนำไปใช้เท่านั้น แปลว่าคุณจะไม่เจอคำว่า Google-Extended ใน server log ต่อให้นั่งไล่ทั้งคืนก็ตาม

ภาพหน้าจอจริงจากเอกสาร crawler ของ Google ฉบับภาษาไทย หัวข้อ Google-Extended ชี้ว่าไม่มีสตริง User Agent ของตัวเอง และไม่ส่งผลต่อการรวมเว็บไซต์ใน Google Search หรือการจัดอันดับ
ภาพหน้าจอจริงจากเอกสาร crawler ของ Google ฉบับภาษาไทย หัวข้อ Google-Extended ชี้ว่าไม่มีสตริง User Agent ของตัวเอง และไม่ส่งผลต่อการรวมเว็บไซต์ใน Google Search หรือการจัดอันดับ
คัดลอก

หน้าช่วยเหลือของสวิตช์ Search generative AI ระบุว่าสวิตช์นั้นไม่ได้คุมการเทรน และถ้าอยากจำกัดการเทรนโมเดลที่ใช้สร้างคำตอบใน AI ของ Search ให้ใช้ Google-Extended แปลว่าสองตัวนี้คุมคนละชั้น สวิตช์ใน Search Console คุมการแสดงผลและ grounding ใน AI ของ Search ส่วน Google-Extended คุมการนำไปเทรน (รวมถึงโมเดลที่ใช้ใน AI ของ Search) และ grounding ในแอป Gemini กับ Vertex AI แต่ไม่ได้ถอนเว็บออกจาก AI Overviews หรือ AI Mode หลังแก้ robots.txt ให้เปิดรายงาน robots.txt ใน Search Console (Settings > robots.txt) ดูว่า Google ดึงไฟล์เวอร์ชันล่าสุดแล้ว

ควรบล็อก Google-Extended ไหม

สำหรับเว็บส่วนใหญ่ที่อยากให้ลูกค้าเจอ แมวส้มแนะนำว่าไม่ต้องบล็อก เพราะการบล็อกตัดเว็บออกจาก grounding ในแอป Gemini ด้วย ซึ่งเป็นทางที่แอป Gemini ใช้แนบลิงก์กลับมาหาคุณ ส่วนเว็บที่ขายเนื้อหาเป็นหลักอาจมีเหตุผลให้บล็อก ขึ้นกับว่าอะไรสำคัญกว่าสำหรับธุรกิจ

ตัวอย่างสมมติ คลินิกทำฟันที่อยากให้คนถาม Gemini แล้วเจอชื่อคลินิก ควรเปิดไว้ เพราะสิ่งที่ขายคือการรักษา ไม่ใช่บทความ แต่เพจสอนทำขนมที่ขายคอร์สออนไลน์ ถ้าสูตรเต็มถูกสรุปไปให้ฟรี ก็เท่ากับแจกของที่ตั้งใจจะขาย กรณีนี้การบล็อกมีเหตุผลรองรับ ไม่มีคำตอบเดียวที่ถูกสำหรับทุกคน และนั่นไม่ใช่เรื่องผิดเลย

ประเภทเว็บ แนวทาง เหตุผล
ธุรกิจบริการ ร้านค้า คลินิก B2B เปิดไว้ อยากให้ชื่อแบรนด์และลิงก์โผล่ในคำตอบ ไม่ได้ขายตัวเนื้อหา
สื่อที่มีรายได้จากโฆษณา ชั่งน้ำหนัก ได้ลิงก์จาก Gemini แต่เนื้อหาอาจถูกสรุปจนคนไม่คลิก
เนื้อหาแบบเสียเงิน งานวิจัย คอร์ส พิจารณาบล็อก ตัวเนื้อหาคือสินค้า การถูกสรุปฟรีกระทบรายได้โดยตรง

ข้อควรจำ เอกสารของ Google ไม่ได้บอกว่าการบล็อกจะย้อนไปลบข้อมูลที่เคยใช้เทรนแล้ว ให้มองว่าเป็นการตัดสินใจไปข้างหน้า และถ้าอยากกันเนื้อหาจาก AI Overviews ด้วย ต้องใช้สวิตช์ Search generative AI หรือคำสั่ง snippet แยกต่างหาก

เจ้าของเว็บควรทำอะไรให้ Gemini ดึงไปตอบ

ทำให้หน้าเว็บผ่านด่าน index ก่อน แล้วเขียนเนื้อหาให้เป็นชิ้นที่ยกไปตอบได้ และทำให้ Google รู้ว่าแบรนด์คุณคือใคร สามเรื่องนี้ครอบคลุมเกือบทุกอย่างที่ควบคุมได้จริง แตกออกมาได้ 6 ขั้น ทำตามลำดับข้างล่างนี้ได้เลย

  1. เช็ก robots.txt robots.txt คือป้ายหน้าบ้านที่บอกบอทว่าห้องไหนเข้าได้ เปิด yourdomain.com/robots.txt ดูว่าไม่มีกฎบล็อก Googlebot และตัดสินใจเรื่อง Google-Extended อย่างตั้งใจ ไม่ใช่เพราะปลั๊กอินใส่ให้ ถ้าใช้ CDN หรือ firewall ด้วย ดูวิธีเช็กเพิ่มใน AI Crawlability
  2. เช็กการ index ใช้ URL Inspection ใน Search Console กับหน้าสำคัญ ถ้าขึ้นว่า “URL is not on Google” หน้านั้นจะไม่ถูกใช้ใน grounding ของ Gemini ที่ดึงจากดัชนี Google Search
  3. เอาเนื้อหาสำคัญไว้ใน HTML เป็นข้อความ ราคา ขั้นตอน ตารางสเปก อย่าซ่อนในรูปภาพหรือ PDF อย่างเดียว
  4. เขียนย่อหน้าแรกของทุกหัวข้อให้ตอบจบ เช่น “แอร์ inverter คือแอร์ที่ปรับรอบคอมเพรสเซอร์ตามอุณหภูมิห้อง แทนการตัดต่อเป็นจังหวะ จึงกินไฟน้อยกว่าเมื่อเปิดต่อเนื่องหลายชั่วโมง” แทน “แอร์ inverter เป็นสิ่งที่หลายคนให้ความสนใจในปัจจุบัน”
  5. ทำให้แบรนด์เป็น entity ที่ชัด entity คือ “ตัวตน” ที่ระบบจำได้ว่าเป็นใคร เหมือนบัตรประชาชนของแบรนด์ ชื่อแบรนด์ต้องเหมือนกันทุกที่ มีหน้า About, schema Organization และ Google Business Profile ที่ข้อมูลตรงกัน อ่านวิธีใน Entity SEO
  6. อัปเดตเนื้อหาที่มีวันหมดอายุ ราคา กฎหมาย โปรโมชัน ใส่วันที่ปรับปรุงล่าสุดให้เห็นบนหน้า เพราะ grounding ถูกออกแบบมาเพื่อคำถามที่ต้องการข้อมูลใหม่

วิธีเช็กว่า Gemini ดึงเว็บเราไปตอบไหม

ณ เวลาที่เขียน ยังไม่มีรายงานของแอป Gemini ใน Search Console ให้ดู วิธีที่ทำได้จริงคือสร้างชุดคำถามประจำแล้วถาม Gemini ซ้ำเป็นรอบๆ บันทึกว่าเว็บเราอยู่ใน Sources ไหม งานนี้ไม่หวือหวา คล้ายแม่ค้าที่จดยอดขายทุกเย็น แต่ทำต่อเนื่องแล้วจะเห็นแนวโน้มที่การถามเล่นๆ ครั้งเดียวไม่มีทางบอกได้

  1. เขียนคำถามภาษาไทยแบบที่ลูกค้าพิมพ์จริง 15-20 ข้อ ผสมสามแบบ คำถามความรู้ (“แอร์ inverter ประหยัดไฟกว่าธรรมดาแค่ไหน”) คำถามเปรียบเทียบ (“ร้านล้างแอร์ย่านบางนา เจ้าไหนดี”) และคำถามที่มีชื่อแบรนด์คุณ
  2. ถามในแอป Gemini ทีละข้อ ใช้แชทใหม่ทุกครั้งเพื่อไม่ให้บริบทเดิมปน
  3. กดปุ่ม Sources ท้ายคำตอบ (หรือดูลิงก์ที่แทรกในคำตอบ) ถ้ามี ดูว่าเว็บเราอยู่ในรายการไหม และเว็บไหนถูกใช้แทน
  4. บันทึกลงชีต: วันที่, คำถาม, มีลิงก์ไหม, เว็บเราถูกอ้างไหม, แบรนด์เราถูกพูดถึงโดยไม่มีลิงก์ไหม
  5. ทำซ้ำทุกเดือนด้วยชุดคำถามเดิม อย่าตัดสินจากครั้งเดียว เพราะคำตอบ AI เปลี่ยนได้แม้ถามเหมือนเดิม
  6. ใน GA4 เปิด Reports > Acquisition > Traffic acquisition ดูช่อง AI Assistant ซึ่งหน้าช่วยเหลือ Google Analytics ระบุว่ารวมคนที่มาจาก ChatGPT, Gemini, Deepseek, Copilot และ Grok แต่ไม่รวม AI Overviews และ AI Mode เปลี่ยนมิติเป็น Session source เพื่อแยกเฉพาะ Gemini

ถ้าอยากดูใน server log (สมุดจดว่าใครมาเคาะประตูเว็บเมื่อไร) ให้รู้ไว้ว่า grounding ของแอป Gemini ไม่มี bot ชื่อเฉพาะให้เห็น สิ่งที่อาจเจอคือ Google-GeminiNotebook เมื่อมีคนใส่ URL ของคุณเป็นแหล่งข้อมูลใน Gemini Notebook (ชื่อเดิม Google-NotebookLM ซึ่ง Google รองรับถึงสิงหาคม 2026 ณ ตุลาคม 2026 จึงควรเห็นแต่ชื่อใหม่ ถ้ามีกฎ firewall หรือ log filter ที่จับชื่อเดิม ให้เพิ่มชื่อใหม่ด้วย) และ Google-Agent ซึ่ง Google อธิบายว่าเป็น agent บนโครงสร้างของ Google ที่ท่องเว็บและทำงานตามคำสั่งผู้ใช้ ทั้งสองตัวเป็น user-triggered fetcher และ user agent ปลอมกันได้ ต้องยืนยันผ่าน IP ตามวิธีที่ Google แนะนำ วิธีวัดแบบเป็นระบบอ่านต่อได้ใน AI Visibility คืออะไร

คำถามที่พบบ่อย

Gemini SEO คือการปรับเว็บให้ Gemini เลือกเนื้อหาไปตอบและแนบลิงก์อ้างอิง พื้นฐานคือ SEO ปกติ เพราะแอป Gemini ใช้ดัชนี Google Search ในการ grounding สิ่งที่เพิ่มคือการเขียนเป็นย่อหน้าที่ตอบจบในตัวและการทำ entity ของแบรนด์ให้ชัด

ไม่ตก เอกสาร crawler ของ Google ระบุว่า Google-Extended ไม่มีผลต่อการอยู่ใน Google Search และไม่ใช่สัญญาณจัดอันดับ สิ่งที่เสียคือโอกาสถูก grounding ในแอป Gemini และ Vertex AI

ได้ AI Overviews และ AI Mode เป็นส่วนหนึ่งของ Google Search การออกจากสองฟีเจอร์นี้ทั้งเว็บต้องใช้สวิตช์ Search generative AI ใน Search Console หรือคำสั่ง snippet รายหน้า ไม่ใช่ Google-Extended

ไม่มีช่องทางแบบนั้น ให้ส่ง sitemap ผ่าน Google Search Console ตามปกติ เมื่อหน้าถูก index แล้วก็อยู่ในดัชนีเดียวกับที่ Gemini ใช้ grounding

AI Mode อยู่ใน Google Search ดู impression ได้ในรายงาน Generative AI performance ของ Search Console และออกได้ด้วยสวิตช์ Search generative AI ส่วนแอป Gemini เป็นผลิตภัณฑ์แยก ณ เวลาที่เขียนยังไม่มีรายงานใน Search Console และคุม grounding ด้วย Google-Extended

สรุปแบบแมวส้ม Gemini SEO ไม่ใช่ศาสตร์ใหม่ที่ต้องเริ่มจากศูนย์ มันคือ SEO ที่ดีบวกการตัดสินใจเรื่อง Google-Extended อย่างรู้ว่าแลกอะไร แล้ววัดผลด้วยชุดคำถามประจำทุกเดือน ถ้าอยากเทียบกับแพลตฟอร์ม AI ค่ายอื่นที่มีระบบค้นหาและ bot ของตัวเอง ลองอ่าน ChatGPT SEO ทำยังไงให้ ChatGPT แนะนำแบรนด์ ต่อได้เลย

แหล่งอ้างอิง

แมวส้ม

เขียนโดย

แมวส้มคือมาสคอตของทีม BIQDADDY เอเจนซี SEO และ AISO ในไทย เล่าเรื่อง AI SEO, GEO และ AEO แบบเข้าใจง่าย บทความเขียนด้วยระบบ AI ตามมาตรฐานของทีม ตรวจข้อเท็จจริงกับแหล่งต้นทาง และผ่านผู้ตรวจ AI อิสระก่อนเผยแพร่ ทีม BIQDADDY เป็นผู้ดูแลเว็บและแก้ไขเมื่อมีผู้แจ้งข้อผิดพลาด อ่านนโยบายการเขียน

เรียบเรียงเนื้อหาโดย วุฒิภัทร อุณหะกะ Co-Founder และ COO ของ BIQDADDY

อ่านต่อกับแมวส้ม

  • Zero-Click Search ค้นแล้วไม่คลิก - แมวส้ม SEO

    Zero-Click Search คืออะไร เมื่อคนค้นแล้วไม่คลิกเข้าเว็บ ต้องวัดผลยังไง

  • Vector Search ค้นตามความหมาย - แมวส้ม SEO

    Vector Search คืออะไร การค้นหาด้วยความหมายที่อยู่เบื้องหลัง AI Search

  • Transformer Model ตัว T ใน GPT - แมวส้ม SEO

    Transformer Model คืออะไร ตัว T ใน GPT ที่ทำให้ AI เข้าใจภาษา